เมื่อวันที่ 30 กันยายน นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานฝ่ายฆราวาสทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภายในวัดพระยาทำวรวิหาร ถนนอรุณอมรินทร์ ซอย 15 แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กทม.โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าเจดีย์ยักษ์ที่เกิดเหตุทรุดตัวเป็นเหตุให้คนงานเสียชีวิตได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา โดยในพิธีมีการนิมนต์ 9 รูป พระมาสวดให้พรและประกอบพิธีพราหมณ์เพื่อบอกขมาลาโทษต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นให้ชาวบ้านร่วมเป็นเจ้าภาพถวายเพลพระร่วมกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่า ระหว่างที่พิธีกำลังเสร็จสิ้น มีชาวบ้านชุมชนวัดพระยาทำ ประมาณ 30 คน รวมตัวกันเข้าพบ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เพื่อสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการเก็บรักษาวัตถุโบราณของทางวัด ที่พบระหว่างการปฏิสังขรณ์เจดีย์ยักษ์ และศาสนสถานอื่นๆ ภายในบริเวณวัด เนื่องจากในห้วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวลืออย่างหนาหู ว่า มีผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน อาทิ ช่างก่อสร้าง ผู้ดูแลควบคุมการก่อสร้าง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เก็บสมบัติชาติจากภายในกรุนำไปไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
นายเจษฎา อ่วมมีเพียร อายุ 38 ปี กรรมการชุมชนวัดพระยาทำ และกรรมการวัดพระยาทำวรวิหาร แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า ประวัติศาสตร์วัดพระยาทำวรวิหารนั้น เชื่อว่าเป็นวัดที่สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีการบูรณปฏิสังขรณ์เมื่อสมัยรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 ดังนั้นแต่เดิมที่วัดแห่งนี้จึงมีวัตถุโบราณ พระเครื่อง ถ้วยชามสังคโลก เก็บรักษาเอาไว้มากมาย ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เมื่อก่อนที่มีการบูรณะวัดมักจะพบพระพิมพ์ต่างตามเพดานโบสถ์ และเจดีย์ในวัดจำนวนมาก เมื่อคนร้ายทราบข่าวก็แอบมาขโมยออกไปนั่งเรือไปขายที่ฝั่งท่าพระจันทร์จนสมบัติต่างๆ เหล่านี้ไม่มีหลงเหลือให้เห็นอยู่ในวัด
นายเจษฎากล่าวต่อว่า กระทั่งราว 3-4 เดือนที่ผ่านมา ทางกรมศิลปากรว่าจ้างบริษัทเข้ามาบูรณะเจดีย์ยักษ์ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ โดยก่อนหน้านี้เมื่อช่วง 1 เดือนที่ผ่านมามีชาวบ้านพบว่าช่างก่อสร้างขุดฐานเจดีย์ลงไปพบถ้วยชามสังคโลกสมัยรัชกาลที่ 3 จำนวนหนึ่ง สภาพค่อนข้างสมบูรณ์แต่น่าเสียดายที่ทีมช่างไม่มีความรู้เรื่องการนำวัตถุเหล่านี้ออกจากกรุ จึงเกิดการแตกเสียหายไปบางส่วน ที่สำคัญชาวบ้านก็สามารถถ่ายภาพเป็นหลักฐานเอาไว้ได้ แต่หลังจากนั้นทางกรมศิลปากรก็มีคำสั่งให้ล้อมรั้วรอบเจดีย์ไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวกระทั่งเจดีย์เกิดการทรุดตัวมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว
นายเจษฎา เล่าอีกว่า ตนและชาวบ้านเชื่อว่าใต้ฐานเจดีย์ยักษ์ต้องมีสมบัติชาติฝังอยู่จำนวนมากกว่าที่พบเห็นเป็นแน่ เนื่องจากที่ผ่านมาก็มีคนได้ยินว่าช่างบูรณะเจดีย์บางคนแอบนำวัตถุโบราณกลับบ้านทำให้เกิดอาถรรพ์เรื่องเลวร้ายขึ้นมา จนเหล่าชาวบ้านที่เป็นคนพื้นที่เกิดความหวงแหนอยากได้พระเครื่อง และโบราณวัตถุเหล่านี้กลับคืนจึงรวมตัวกันมาเพื่อสอบถามอธิบดีกรมศิลปากร ว่า วัตถุต่างๆ ที่ขุดพบในกรุไปอยู่ที่ไหน และใครจะเป็นผู้ดูแลรักษาเอาไว้ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดพูดถึงเรื่องเหล่านี้ และชาวบ้านกลัวว่าสมบัติชาติทั้งหมดจะตกไปอยู่ในมือของใครคนใดคนหนึ่ง
ด้าน นายอนันต์ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ระหว่างการก่อสร้างนั้นหากมีการขุดพบทรัพย์สินใดๆ ทางกรมศิลปากรจะเก็บรักษาเอาไว้ก่อน ซึ่งหลังจากนี้จะสั่งการให้ผู้อำนวยการกองโบราณคดี เป็นผู้รับผิดชอบสำรวจบัญชีวัตถุโบราณที่ขุดพบระหว่างบูรณะเจดีย์ยักษ์ทั้งหมด จากนั้นจะทำการชี้แจงให้ทางคณะกรรมการชุมชนวัดพระยาทำทราบ เพื่อสั่งการต่อไปว่าจะนำวัตถุโบราณทั้งหมดไปเก็บรักษาไว้ในที่ที่เหมาะสมต่อไป


