เปิดหน้าแล้ว! ‘อัจฉริยะ’ แจ้งจับ ‘ทนายษิทรา’ เรียกเงินนักธุรกิจส่งออกอาหารทะเล 5 แสน

3.10.18 | 13:03 น.

“อัจฉริยะ” แจ้งจับ “ทนายษิทรา” เรียกเงินนักธุรกิจส่งออกอาหารทะเล 5 แสน อ้างรู้จักอัยการ วิ่งเต้นคดีหวังเพิ่มโทษผู้ต้องหา

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ตุลาคม ที่กองบังคับการปราบปราม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ธนวัฒน์ หลีพงษ์ สว.(สอบสวน) กก.6 บก.ป. เวรอำนวยการเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความชื่อดัง ตามมาตรา 143 ฐานเป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบน หลังเรียกรับเงินจำนวน 5 แสนบาท จากนายสมนึก และนางวาสนา (ขอสงวนนามสกุล) สองสามีภรรยาเจ้าของธุรกิจส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ใน จ.สมุทรสาคร เพื่อวิ่งเต้นทางคดีต่ออัยการ พร้อมนำสลิปการโอนเงิน และคลิปเสียงมามอบไว้เป็นหลักฐาน

นายอัจฉริยะกล่าวว่า ก่อนหน้านี้สองสามีภรรยาที่ประกอบธุรกิจส่งออกอาหารทะเลในจังหวัดสมุทรสาคร ได้ถูกคนร้ายฉ้อโกงโดยหลอกให้เล่นแชร์ลูกโซ่ห้องเย็น มูลค่าความเสียหาย 10,300,000 บาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาได้ระหว่างที่อัยการดำเนินการฟ้องร้องผู้ต้องหาต่อศาล ทนายคนดังกล่าวได้แอบอ้างกับผู้เสียหายว่ารู้จักและสนิทสนมกับอัยการที่รับผิดชอบทางคดีสามารถแจ้งข้อหาผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้ แต่ต้องจ่ายเงินค่าดำเนินการจำนวน 5 แสนบาท

นายอัจฉริยะกล่าวต่อว่า เมื่อจ่ายเงินให้ทนายแล้วสองสามีภรรยามาทราบทีหลังว่าอัยการได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาตามข้อหาที่กล่าวหามาแต่ต้น ไม่ได้มีการแจ้งข้อหาเพิ่มตามที่ทนายความคนดังกล่าวอ้างแต่อย่างใด จึงทวงเงินจำนวน 5 แสนบาทที่จ่ายไปคืน แต่ทนายความกลับไม่ยอมจ่าย ต่อมาสองสามีภรรยาจึงมาร้องเรียนตนให้ช่วยเหลือ จนได้มีการเผยแพร่คลิปเสียงที่ทนายคนดังเจรจาต่อรองกับผู้เสียหายทำให้ทนายคนดังเกิดความกลัวจึงได้รีบโอนเงินจำนวน 450,000 บาท ผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทยให้ส่วนอีก 50,000 บาทได้ให้คนนำเงินสดมามอบให้ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าทนายคนดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องทางคดีนี้แต่อย่างใด ซึ่งในวันนี้ผู้เสียหายทั้งสองได้เดินทางไปให้ถ้อยคำกับสภาทนายความแล้ว ส่วนตนได้รับมอบหมายให้มาแจ้งความที่กองปราบปราม

นายอัจฉริยะกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ทนายคนดังกล่าวยังรับทำคดียาเสพติดและเคยไปกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางโทรัด จ.สมุทรสาคร จำนวน 8 นาย ว่ายัดยาและเรียกทรัพย์สินของสองสามีภรรยา ผู้ต้องหาในคดียาเสพติด ซึ่งศาลได้ตัดสินแล้วว่าตำรวจทั้ง 8 นายบริสุทธิ์ ภรรยาที่กล่าวหาตำรวจถูกตัดสินจำคุก 4 ปี ปรับ 4 แสน ส่วนสามีนั้นศาลชั้นต้นยกฟ้องเนื่องจากมีการฟ้องผิดศาล

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นพิพากษาในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ซึ่งระหว่างได้รับการประกันตัวพร้อมปล่อยตัวผู้ต้องหาคนดังกล่าวไปแล้ว ก็ได้ไปค้ายาเสพติดต่ออีกด้วย

Advertisement

“ทราบมาว่าตัวทนายเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางคดีแต่ดันเข้าไปเป็นคนกลางและเรียกรับเงินจากผู้เสียหายถือเป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรม โดยการวิ่งเต้นล้มคดียาเสพติด หรือเรียกรับเงินในคดีฉ้อ
โกง บุคคลที่อาศัยความเป็นทนายตั้งมูลนิธิทนายความเพื่อประชาชนบังหน้าหาผลประโยชน์เข้าตัวเองต้องขจัดออกไปจากสังคม” นายอัจฉริยะกล่าว

เบื้องต้น พ.ต.ท.ธนวัฒน์ ได้ประสานพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. สอบปากคำผู้ร้องไว้ แล้วนำหลักฐานที่ได้มาประมวลก่อนนำเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป