เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงแนวทางลดความแออัดของรพ.ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า ยอมรับว่าเรื่องรพ.แออัดนั้นเป็นปัญหาที่มีมานานกว่า 10 ปี แล้ว ต้องนอนตามระเบียง ตามทางเดิน ไม่มีมุ้ง ไม่มีผ้าห่ม เราก็ไม่อยากให้ผู้ป่วยมารับการรักษาด้วยโรคหนึ่งแล้ว ติดโรคหนึ่งกลับไป อย่างโรคไข้เลือดออก เพราะการไม่มุ้งลวด ทั้งนี้ ที่ผ่านมาก็พยายามที่จะแก้ไขมาตลอด ล่าสุดทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็เห็นถึงปัญหาและพยายามที่จะแก้ไข โดยจะเดินหน้าโครงการส่งต่อข้ามพื้นที่แบบไร้รอยต่อ เช่น ผู้ป่วยอำเภอหนึ่ง ถ้าเป็นตามสิทธิก็ต้องส่งต่อรพ.ในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน ทั้งๆ ที่พื้นที่นั้นอาจจะอยู่ใกล้รพ.อีกหนึ่งหนึ่งในจังหวัดใกล้เคียงก็ได้ นอกจากนี้จะจัดระบบส่งผู้ป่วยอาการคงที่และอยู่ระหว่างพักฟื้นกลับไปรักษาที่รพ.ใกล้บ้านแทน ซึ่งจะช่วยลดความแออัดในรพ.ใหญ่ได้
นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังต้องเดินหน้าโครงการ และสร้างความศรัทธาต่อทีมหมอครอบครัวให้ครอบคลุม ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีที่ปรึกษาทางด้านสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง ก็ช่วยลดการเข้ามารพ.ได้อีกช่องทางหนึ่ง รวมถึงจะมีการขยายการใช้ระบบไอทีเข้ามาใช้เสริมเรื่องการนัดหมายผู้ป่วยให้ครอบคลุมทุกรพ.ทั่วประเทศ เนื่องจากปัจจุบันมีการทดลองใช้ที่รพ.ราชบุรี และรพ.ปทุมธานี แล้วได้ผลดี ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องมานั่งรอที่รพ. แต่มาตามนัดแทน บัตรคิว เป็นต้น ซึ่งจากมาตรการเหล่านี้ แม้จะอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศ 20 ปี แต่เราคงไม่ได้รอถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นก็จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด บางเรื่องอาจจะเห็นผลใน 2 ปี 3 ปี หรือ 4 ปี ก็ได้ สิ่งสำคัญคือการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพประชาชน รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เป็นมาตรฐานเชิงรุก แทนการตั้งรับด้วยการรอให้ประชาชนเจ็บป่วยแล้วค่อยเข้ามา รพ.
ด้าน นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รักษาการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากข้อมูลทั่วประเทศพบว่ารพ.แต่ละระดับมีอัตราการครองเตียงมากน้อยแตกต่างกัน โดยรพ.ศูนย์ใหญ่ๆ มีอัตราการครองเตียงสูง 110 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รพ.ระดับเล็กลงมาจะมีอัตราครองเตียงเพียง 70-80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ้าส่งกลับผู้ป่วยระยะฟื้นตัวกลับมาที่ รพ.ใกล้บ้านก็จะลดปริมาณผู้ป่วยรพ.ใหญ่ไม่ให้ล้นได้ ขณะที่รพ.ขนาดเล็กก็ดูแลได้เต็มศักยภาพ ซึ่งที่ผ่านมามีการทดลองทำรูปแบบดังกล่าวที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยรพ.สรรพสิทธิประสงค์มีผู้ป่วยครองเตียง 110 เปอร์เซ็นต์ ก็ส่งกลับมารพ.วารินชำราบ และรพ.ใกล้เคียง ทำมา 6 เดือนพบว่าสามารถลดความแออัดในรพ.สรรพสิทธิประสงค์ลงได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์
“สำหรับกรณีผู้ป่วยนอกนั้นยอมรับว่ามีจำนวนมากเหมือนกัน เช่น รพ.สรรพสิทธิประสงค์ มีผู้ป่วยเข้ามาวันละประมาณ 3.5 พันคน ซึ่ง ถ้าจะอนุมานว่าเกือบครึ่งเป็นการเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็นต้องมารพ. ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ เพราะฉะนั้นเราต้องส่งเสริมความรู้ทางด้านสุขภาพให้ประชาชน อย่างไรก็ตามคงไม่มีใครคิดว่าที่ผู้ป่วยเข้ารพ.เยอะเพราะการรักษาฟรีตามสิทธิบัตรทอง เพราะการเจ็บป่วยเป็นความทุกข์ การมานอนรพ.ก็ไม่ใช่ความสุข” นพ.ประพนธ์กล่าว
ขณะที่ นพ.ธีรพงศ์ ตุนาค รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองบริหารการสาธารณสุข กล่าวว่า การดูแลรักษาผู้ป่วยไม่ได้ดูตามระยะเวลามากการพบแพทย์ว่ามากน้อยแค่ไหน แต่ดูแลตามาตรฐานของแต่ละโรคมากกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าเอาตามหลักแล้วอยากให้แพทย์ได้มีเวลาตรวจผู้ป่วยไม่น้อยกว่ารายละ 5 นาที แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยความที่ผู้ป่วยเยอะ ทำให้ไม่สามารถดูแลได้ถึง 5 นาที อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการลดความแออัดที่กระทรวงกำลังทำก็หวังว่าจะทำให้แพทย์มีเวลาดูแลคนไข้ได้มากขึ้น

