เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่ สน.หัวหมาก น.ส.จาง เจี้ยน ( ZHANG JING ) อายุ 37 ปี พร้อมครอบครัวเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ ร.ต.อ.ไชยา บัวมาศ รอง สว.(สอบสวน) สน.หัวหมาก ว่า เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยพร้อมครอบครัวรวม 5 คน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา กับบริษัททัวร์ ชื่อบริษัทไท่เป่าอัน ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ที่ให้บริการนำเที่ยวในประเทศไทยโดยมีมัคคุเทศก์ชื่อ “อาหาน” ซึ่งเป็นชาวจีน และผู้ช่วยไกด์ ชื่อ นายอุดม แซ่เยีย หรือ “อาเซิน” ต่อมาวันที่ 5 ต.ค. เวลาประมาณ 19.00 น. ขณะที่ตนกำลังท่องเที่ยวอยู่ในบริเวณท่าเรือแหลมบาลีฮาย อ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อยู่นั้น ทางบิดาของตนคือ นาย อู๋เจี้ยนหมิง (MR.YU JIAN MIN ) ซึ่งมีอายุมากแล้วไม่ได้ระมัดระวังจึงได้จุดบุหรี่สูบ และทิ้งก้นบุหรี่หล่นลงพื้นและมีเจ้าหน้าที่เทศกิจพบเห็นจึงเข้ามาแสดงตนพร้อมจับกุม และแจ้งข้อหาบิดาของตนในข้อหา “ทิ้งสิ่งปฏิกูลในที่สาธารณะ” ก่อนเชิญตัวบิดาไปทำการเปรียบเทียบปรับและแจ้งให้ตนทราบ ว่ามีโทษปรับเป็นเงิน 2,000 บาท แต่เนื่องจากขณะนั้นไกด์ที่ชื่อ “อาหาน” เข้ามาเร่งรัดกับตน บอกว่าไม่ทันเรือแล้วออกแล้วให้รีบไป โดยจะให้นายอุดม คอยจัดการเรื่องค่าปรับพร้อมทั้งยึดหนังสือเดินทางของบิดาของตนไว้ให้กับเจ้าหน้าที่เทศกิจ
น.ส.จาง กล่าวอีกว่า หลังจากท่องเที่ยวเสร็จแล้วและกลับมายังจุดเดิม นายอุดม ได้นำพาสปอร์ตของบิดามาคืนให้พร้อมกับบิลใบเสร็จที่มีตัวเลขแก้ไขจาก 2,000 บาท เป็น 3,000 บาท ตนเองเห็นแล้วรู้สึกแปลก จึงถามไปว่าก่อนนี้ เจ้าหน้าที่แจ้งว่า 2,000 บาท ทำไมถึงกลายเป็น 3,000 บาท นายอุดมตอบกลับมา ว่าถ้ามีการยึดพาสปอร์ตปกติจะต้องปรับ 5,000 บาท แต่ตนเป็นไกด์นำทัวร์ได้ช่วยพูดให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ ลดเหลือ 3,000 บาท ให้แล้วทำไม น.ส.จาง จึงยังไม่ขอบคุณอีก แต่ตนเองรู้สึกว่าไม่ถูกต้องจึงจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจพัทยา แต่นายอุดม และ อาหาน ห้ามปรามและกล่าวว่า พัทยานั้นอันตรายมีแต่เจ้าหน้าที่มาเฟีย จึงทำให้ตนไม่กล้าไปแจ้งความ เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ จึงได้นำหลักฐานเป็นใบเสร็จรับเงินเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.หัวหมาก เนื่องจากตนเองพักอยู่ที่โรงแรมในพื้นที่ดังกล่าว
น.ส.จาง กล่าวต่ออีกว่า ตนรู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ที่ไกด์นำเที่ยวควรจะปกป้องและไม่ควรหลอกลวงตนในเรื่องของค่าปรับซึ่งคิดว่าไกด์น่าจะรวมมือกันโกงค่าปรับจำนวน 1,000 บาท โดยหวังว่าเรื่องของตนเองจะต้องถูกแก้ไขโดยรัฐบาลไทย ไม่ให้มีเรื่องแบบนี้อีกต่อไป
เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมประสานตำรวจท่องเที่ยวให้นำตัวไกด์ทั้ง 2 รายมาสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

