เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) น.ส.เกศรินทร์ สมบรูณ์ แม่ค้าขายพวงมาลัย พร้อมผู้เสียหายอีก 3 ราย ได้เดินทางเข้าร้องทุกข์ พล.ต.ต.คัชชา ธาตุศาสตร์ รรท.รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้างานปราบปรามแก๊งเงินกู้นอกระบบ หลังจากกู้เงินนอกระบบจาก ร.ต.ท.สน.บางยี่ขันรายหนึ่ง โดยไม่มีสัญญากู้เงิน และถูกทวงหนี้ไม่เป็นธรรมซ้ำยังถูกข่มขู่สารพัดรูปแบบด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา
น.ส.เกศรินทร์ กล่าวว่า มีอาชีพขายดอกไม้ใกล้ๆ ห้างพาต้าปิ่นเกล้า ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีลูกค้าที่รู้จักกันบอก ว่า ร.ต.ท.เป็นนายทุนเงินกู้ ตนจึงชวนเพื่อน 2 คนไปร่วมกู้เงินกับ ร.ต.ท. เป็นเงินต้นทั้งสิ้นจำนวน 20,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 และต้องส่งเงินรายวันให้แก่ ร.ต.ท. วันละ 1,000 บาท จำนวน 24 วัน รวมทั้งต้นทั้งดอกเป็นเงิน 24,000 บาท ซึ่งหลักฐานในการกู้เงินนั้นทาง ร.ต.ท.บอกว่าใช้บัตรประชาชนของตนเพียงคนเดียวก็พอ เพื่อลงรายละเอียดลูกหนี้ในสมุดบันทึกของ ร.ต.ท.แต่ไม่มีการออกสัญญาเงินกู้เป็นลายลักษณ์อักษรให้แต่อย่างใด
น.ส.เกศรินทร์ กล่าวอีกว่า หลังกู้เงินมาแล้วในอีกไม่กี่วันต่อมาเพื่อนตนทั้ง 2 คนที่เป็นผู้กู้ร่วมก็ได้หลบหนีไป ทำให้ตนต้องหาเงินจ่ายรายวันเพียงลำพังวันละ 1,000 บาท กระทั่งไม่สามารถหาเงินส่งได้ทัน ขาดส่งต่อเนื่องหลายวันบ้าง บางวันก็มีเงินส่งให้บ้าง ทาง ร.ต.ท.จึงไม่ยอมหักลบกลบหนี้ให้ อีกทั้งยังให้ตนกลับไปเริ่มส่งเงินทั้งต้นและดอกคืนใหม่ทั้งหมดและจะเป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่ตนผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ตนต้องหาเงินรายวันวันละ 1,000 บาท มาจ่ายให้ ร.ต.ท.สแบบไม่มีวันสิ้นสุด คิดจะไปแจ้งความเหมือนกันแต่ก็ไม่กล้าเพราะนายทุนก็เป็นตำรวจในพื้นที่ กระทั่งเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาตนมีเรื่องเดือดร้อนต้องใช้เงินจุนเจือครอบครัว ต้องการหาเงินมาลงทุนในการค้าขาย โดยคาดหวังว่าจะได้กำไรมาใช้หนี้ค้างเก่าที่คาอยู่กับ ร.ต.ท. ให้ได้ทั้งหมด
“จึงตัดสินใจขอกู้เงินกับ ร.ต.ท.อีกก้อน จำนวน 15,000 บาท ซึ่งการกู้เงินครั้งนี้ ร.ต.ท. ให้ชำระดอกเบี้ยแบบดอกลอย ส่งเงินให้วันละ 300 บาท หากมีเงินต้นไปคืนเมื่อไหร่จึงถือว่ายุติหนี้สินยอด 15,000 บาทนี้ต่อกัน ทำให้ตนต้องหาเงินส่งให้ ร.ต.ท.สมยศ เพิ่มเติมจากหนี้เดิมที่เคยร่วมกู้กับเพื่อน เป็นเงินทั้งสิ้น วันละ 1,300 บาท พอส่งไปได้ 15 วัน รวมเงิน 19,500 บาท การเงินก็สะดุดอีกเพราะของขายไม่ดี จึงหยุดส่งไปเป็นเวลา 2 วัน ทำให้ ร.ต.ท.โวยวายไม่ยินยอมและบอกยกเลิกเงินจำนวนที่ตนได้ส่งไปก่อนหน้านั้นทั้งหมด แถมให้ตนกลับไปเริ่มต้นส่งใหม่อีกครั้งอย่างไร้เหตุผล และยังมายืนด่าทอเสียๆ หายๆ ที่หน้าร้านและขู่ว่าจะหาคนมาอุ้ม จนต้องชักชวนลูกหนี้รายอื่นๆ ที่มีชะตากรรมคล้ายๆ กันเดินทางมาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับผู้บังคับบัญชาที่ บช.น.” น.ส.เกศรินทร์ กล่าว
ด้าน นายสายัณห์ โคตรคำ อายุ 37 ปี อาชีพขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง กล่าวว่า ยื่นบัตรประชาชนเป็นหลักฐานขอกู้เงินกับ ร.ต.ท.เพื่อกู้เงินจำนวน 5,000 บาท โดยไม่มีเอกสารสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เงื่อนไขคือ ยอมจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต้องขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างหาเงินส่งให้ 24 วัน วันละ 250 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 6,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ตนส่งไปแล้ว 12 วัน ไม่เคยขาดส่งแม้แต่วันเดียว กระทั่งงวดที่ 13 ร.ต.ท. ได้บอกให้ตนหยุดส่งเงินก่อน โดยให้เหตุผลว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับปราบปรามเข้ามาระดมกวาดจับนายทุนเงินกู้นอกระบบในพื้นที่ จากนั้นคล้อยหลังไปได้ประมาณเกือบ 1 เดือนพอเรื่องตำรวจนอกหน่วยระดมจับนายทุนเงินกู้เงียบลง ตนก็กลับมาส่งเงินคืนให้ ร.ต.ท.ต่ออีก 12 งวด จนครบ 24 งวดตามสัญญาปากเปล่า แต่ ร.ต.ท.ไม่ยอม อ้างว่าเมตตาให้ผิดสัญญามานานมากแล้ว และขอยกเลิกยอดเงินที่ตนเคยส่งก่อนหน้านี้ และจะมาเริ่มเก็บเงินใหม่ทั้งหมดอย่างไร้มนุษยธรรม
ด้าน พล.ต.ต.คัชชา กล่าวว่า ตนได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งได้สั่งการให้ทาง พ.ต.อ.อรรถวุฒิ นิวาดโสภณ ผกก.สน.บางยี่ขัน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งหากพบว่า ร.ต.ท. บางยี่ขันรายนี้ มีการกระทำความผิดจริงจะต้องดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางวินัย ซึ่งโทษทางอาญาคือ “เรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด” ส่วนโทษฐานทางวินัยนั้นถึงขั้นให้ออกจากราชการ
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ร.ต.ท.นายทุนเงินกู้รายนี้นั้น เป็นคนชอบสะสมทองคำรูปพรรณ นอกจากจะปล่อยเงินกู้ให้พ่อค้า แม่ค้า ชาวบ้านย่านถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้าแล้ว ยังปล่อยเงินกู้ให้ข้าราชการตำรวจด้วยกันทั้งใน สน.บางยี่ขัน และ สน.ข้างเคียงอีกหลายราย หากเพื่อนตำรวจรายใดผิดนัดไม่มีเงินชำระหนี้ก็จะโวยวายจนลูกหนี้เกิดความอับอาย ที่ผ่านมามีผู้บังคับบัญชาในโรงพักทราบเรื่องเคยเรียกไปตักเตือนแล้วแต่ไม่เป็นผล กระทั่งชาวบ้านที่หมดหนทางต้องตัดสินใจรวมตัวกันเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับผู้บังคับบัญชาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล

