เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวระหว่างลงพื้นที่รณรงค์ป้องกันไข้เลือดออกชุมชน หมู่ 2 บางมด ซอยประชาอุทิศ 28 เขตทุ่งครุ ถึงภายหลังมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ฉบับ พ.ศ. …. แก้ไขเพิ่มเติม 2557 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ว่า เนื่องจากยกร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงกรุงเทพมหานคร สามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่นให้เจ้าของสัตว์เลี้ยง นำสัตว์เลี้ยงมาขึ้นทะเบียนและกำหนดโทษความผิดของเจ้าของสัตว์ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติท้องถิ่น ไม่เกินกว่าที่ พ.ร.บ.กำหนด อยู่ที่ไม่เกิน 25,000 บาทนั้น
นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากประกาศราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้แล้ว กทม.ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ก่อนหน้านี้ กทม.มีข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร โดยกำหนดให้เจ้าของต้องนำสุนัขไปจดทะเบียนทำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ ที่กองสัตว์แพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัยและศูนย์บริการสาธารสุข ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่สุนัขเกิดหรือภายใน 30 วันที่นำสุนัขมาเลี้ยง หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 5,000 บาทอยู่แล้ว แต่กรณีที่นำมาขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานสาธารณสุขของกทม. จะยกเว้นค่าใช้จ่าย
“แม้มีข้อบัญญัติของกทม. แต่ที่ผ่านมา กทม.อาศัยรูปแบบขอความร่วมมือมากกว่า ยกเว้นกรณีตรวจสอบพบว่าไม่ดำเนินการจดทะเบียนสัตว์ กทม.จะใช้มาตรการ โดยให้สำนักงานเขตที่ตั้งอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ตักเตือน ขอความร่วมือและให้นำสัตว์มาขึ้นทะเบียนกับ กทม.ทันที” นายทวีศักดิ์ กล่าว
นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า กทม.รณรงค์ให้ประชาชนนำสัตว์เลี้ยงมาขึ้นทะเบียนต่อเนื่อง พร้อมจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ออกบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทำหมันและฝังไมโครชิพในสุนัขและแมว ออกบริการประชาชนฟรี ปัจจุบัน กทม.ยังจัดหน่วยเคลื่อนที่ออกให้บริการประชาชนตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของกทม.ที่จัดขึ้นทุกสองสัปดาห์ต่อครั้ง หมุนเวียนตามพื้นที่เขตต่างๆ ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนสัตว์ทำให้สามารถรู้ประวัติสัตว์ อาทิ สายพันธุ์ สี อายุ วัคซีน เพื่อป้องกันกรณีเจ้าของนำไปปล่อย หรือทอดทิ้งสัตว์ ส่วนการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ผ่านมา สำนักงานสัตวแพทยสาธารณสุข สำนักอนามัย ออกดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อเรื่อง ออกตรวจสอบ ใช้วิธีดักจับและเคลื่อนย้ายไปยังศูนย์พักพิงสุนัขเขตประเวศ กทม. จากนั้นจะรอดูอาการ หรือรอเจ้าของมารับกลับ กรณที่ไม่มีเจ้าของมารับ กทม.จะนำเข้าสู่กระบวนการ ฉีดวัคซีน ทำหมัน ก่อนเคลื่อนย้ายไปยังศูนย์พักพิงสุนัขอ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เพื่อใช้ช่วงชีวิตสุดท้ายของสัตว์
นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นค่าธรรมเนียม กทม.ขอศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจท้องถิ่นอยู่แล้ว กทม.อาจจะนำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาว่ามีความเหมาะสม เกิดผลกระทบ หรือภาระต่อประชาชน อย่างไรบ้าง หากประชาชนได้รับผลกระทบจะนำไปสู่การพิจารณาแก้ไขบัญญัติและค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่สิ่งสำคัญที่กทม.ต้องการ คือ ให้ประชาชนนำสัตว์มาขึ้นทะเบียนเข้าสู่ระบบ ส่วนค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บจะคืนสู่ประชาชนอย่างไรนั้น ขอเรียนว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียมของกทม. ทุกด้าน ปัจจุบันกทม.นำภาษีดังกล่าวคืนกลับสู่ประชาชนในรูปแบบต่างๆ อาทิ การให้บริการประชาชน โดยไม่คำนึงผลกำไรสูงสุด
นอกจากนี้ นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนสัตว์เลี้ยงในกทม.ที่ขึ้นทะเบียนราว 50,000 ตัว ของจำนวนครัวเรือน 2.5 ล้านคน แต่คาดจะมีประมาณ 100,000 ตัว ระหว่างนี้ กทม.จะกำชับให้ทุกเขตพื้นที่ ตรวจตรา ให้คำแนะนำ เชิญชวนประชาชนให้นำสัตว์ขึ้นทะเบียน รวมถึงจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่เข้าไปดำเนินการฝังไมโครชิพสัตว์ต่อเนื่อง
ด้านนายสัตวแพทย์(นสพ.)ศิวะ ไม้สนธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสัตวแพทยสาธาณสุข สำนักอนามัย กล่าวว่า กทม.มีข้อบัญญัติกทม. เรื่อง การการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข พ.ศ.2548 โดยเจ้าของสุนัขจะต้องนำสัตว์มาขึ้นทะเบียนทำบัตรประจำตัวสัตว์ แต่ข้อบัญญัติดังกล่าวครอบคลุมเพียงสุนัข ไม่รวมแมว หากพ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศใช้ กทม.ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน แก้ไขข้อบัญญัติกทม.ให้สมบูรณ์ตามพ.ร.บ.กำหนด โดยอาจนำข้อบัญญัติเดิมมาประกอบพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ตามข้อบัญญัติกทม.ได้ยกเว้นค่าธรรมเนียม กรณีที่ประชาชนนำสัตว์มาขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานสาธารณสุขของ กทม. แต่ประชาชนก็สามารถนำสัตว์ไปขึ้นทะเบียนตามคลินิกเอกชนได้
นสพ.ศิวะ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการกำหนดค่าขึ้นทะเบียนตามกระแสข่าว 450 ต่อตัวนั้น กทม.จะต้องศึกษารายละเอียดร่างกฎหมายดังกล่าวก่อน เนื่องจากอาจระบุว่าไม่เกิน 450 บาท หากกำหนดไว้ไม่เกิน กทม.ก็จะนำประเด็นดังกล่าวมาปรับลดตามความเหมาะสมได้ แต่ปกติแล้วการจดทะเบียนตามคลินิกเฉลี่ยค่าใช้จ่ายสูงกว่า 450 บาทแน่นอน อย่างไรก็ตาม มองว่ากฎหมายดังกล่าวมีทั้งข้อดี โดยจะทำให้ผู้เลี้ยงมีความรับผิดชอบต่อสัตว์มากขึ้น ลดปัญหาการทอดทิ้งสัตว์ หากคิดจะเลี้ยงสัตว์ ส่วนข้อเสียอาจจะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่าย โดยกรณีนี้ ผู้บริหารกทม.จะหยิบประเด็นดังกล่าวขึ้นมาหารือ.

