หน้าแรก ในประเทศ จากหัวใจพสกนิ...

จากหัวใจพสกนิกร สานต่อทำความดี ตามรอย รัชกาลที่ 9

13.10.18 | 08:38 น.

นับแต่ 13 ตุลาคม 2559 หัวใจของคนไทยทั้งประเทศ ต่างพบกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่


เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวรรคต ภาพของประชาชนที่ร่วมน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ณ ท้องสนามหลวงแน่นขนัด ไม่เว้นแม้แต่โรงพยาบาลศิริราช หรือสถานที่สำคัญต่างๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ดั่งที่พระบรมมหาราชวัง ที่พสกนิกรนับล้านมุ่งหน้าเพื่อไปถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่แปรเปลี่ยนความเศร้า เป็นพลังในการทำดี ขอปิดทองหลังพระช่วยเหลือประชาชนโดยไม่หวังผลตอบแทน

ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ ช่างภาพชื่อดัง ในฐานะไลก้า ไทยแลนด์ แอมบาสเดอร์ ได้รวบรวมภาพถ่ายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผ่านภาพความรัก ความสามัคคีและจงรักภักดีของเหล่าจิตอาสา ไว้ในนิทรรศการ ไลฟ์ส เวิร์ธ ที่ ไลก้า แกลอรี่ แบงค็อก ชั้น 2 ศูนย์การค้าเกษรลาซ่า โดยใช้เวลา 6 เดือน ก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการพูดคุยกับเหล่าจิตอาสา ที่ช่างภาพคนดังเผยว่า นี่คือจิ๊กซอว์หลายๆ ชิ้น ที่หลอมรวมกันสะท้อนภาพผู้ปิดทองหลังพระ ดั่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่างได้อย่างดี

Advertisement

ตุลย์เปิดเผยว่า เมื่อได้ลงพื้นที่ ทำให้เราพบกับจิตอาสาที่ต่างมาด้วยใจ บางคนไป-กลับ จ.ราชบุรีทุกวัน บางคนร่างกายอาจไม่สมบูรณ์แต่ก็นำรถมาช่วยขนส่งอาหาร บางรายเป็นเพียงแม่ค้าขายของธรรมดา ที่มาทำอาหารเลี้ยงคนเป็นหมื่นทุกวันทั้งที่คนทางบ้านไม่เห็นด้วย ทุกคนใช้เงินตัวเองโดยไม่ขอรับเงินใดๆ ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย และต่างพูดกันว่าการได้เห็นพระองค์ทรงงานหนักโดยไม่หวังผลตอบแทน ถือเป็นแบบอย่างที่สำคัญ ที่ความเหนื่อยเล็กน้อยเทียบไม่ได้

ภาพถ่ายทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำมาตลอดพระชนม์ชีพ เปรียบได้กับพระราชนิพนธ์แปลเรื่อง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ กับพระราชดำรัสว่า งานทุกอย่างที่มีด้านหน้าและด้านหลังเหมือนเหรียญบาท งานด้านหน้านั้นมีคนทำกันอย่างเยอะแยะ และมีคนแย่งกัน เพราะมีผลชัด แต่งานด้านหลังที่ไม่ปรากฏต่อสายตาคนต้องเป็นคนที่เข้าใจงานและหน้าที่ของตัวเองจริงๆ ถึงจะทำได้ และต้องเสียสละด้วย เพราะงานด้านหลังเป็นงานปิดทองหลังพระ และต้องยอมรับว่าไม่ได้อะไรตอบแทน นอกจากความภูมิใจŽ ตุลย์เผย

ขณะที่ ชัชวาล จันทโชติบุตร อีกหนึ่งช่างภาพที่ลงพื้นที่ถ่ายภาพ เผยว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่างในทุกๆ ด้าน พระองค์ทรงคิด ทรงทดลอง และทรงทำจริง ทุกอย่างจึงออกมาได้ดี นอกจากพระราชกรณียกิจต่างๆ แล้ว ยังทรงมีเวลาให้กับด้านศิลปะ ดนตรี และการถ่ายภาพอีกด้วย ซึ่งแม้จะทรงมีเวลาน้อยแต่พระองค์สามารถถ่ายภาพพอร์ตเทรตได้อย่างงดงาม การไปถ่ายภาพวันนั้นจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่พรั่งพรู ซึ่งเหล่าจิตอาสาที่ได้ไปถ่ายภาพ ทำให้เห็นว่าพวกเขาได้เปลี่ยนความเสียใจมาเป็นการสานต่อทำความดี
ให้คำสอนของพระองค์ยังอยู่ คนรุ่นหลังที่อาจไม่ทันก็อาจจะได้สัมผัสตรงนี้
เอ่ยแทนคำของจิตอาสาเหล่านี้ได้อย่างดีที่สุด

สาโรช ดุลยคง เผยว่า เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่ไม่ว่าวันที่ 5 ธันวาคม ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จฯไปประทับที่ใด ผมก็จะนำธงสีเหลืองไปแจกให้กับประชาชนทุกคน ในปีนั้น ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม ผมก็มาร่วมสวดมนต์ถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช พลันที่สำนักพระราชวังได้ประกาศว่าพระองค์สวรรคตแล้ว ก็ได้เห็นชาวบ้านที่ไม่ไปไหน โทรให้คนที่บ้านนำเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้ ผมก็คิดว่าแล้วคนที่นี่จะอยู่อย่างไร เลยออกไปซื้อเตาปิกนิก ซื้อหม้อ กาแฟ โอวัลติน มาม่า มาทำอาหารแจก ต่อจากนั้นก็ได้มาวิ่งรถมอเตอร์ไซค์รับส่งคนที่สนามหลวงต่อ และด้วยเราเห็นว่าคนจากต่างจังหวัดที่มาสักการะพระบรมศพ จะหาอาหารทานยาก แม้จะมีแจกแต่ก็ไม่อยากออกไปรับเพราะกลัวจะหลงทาง กลัวว่าที่จะหายไป ทุกวันตั้งแต่ 3-4 ทุ่มปิดให้สักการะ จึงทำข้าวต้มไปจนตี 4-5 ที่เปิดให้คนเข้าอีกครั้ง นำไปแจกให้ทุกคน

งานของเราเรียกว่าไม่เคยหยุดพัก บางวันที่ต้องวิ่งส่ง 24 ชั่วโมง เพราะคนเยอะก็มี อาศัยง่วงก็จอดนอนบ้าง แล้วไปใหม่ ซึ่งกลุ่มมอเตอร์ไซค์ก็ขอไม่รับเงินใดๆ แม้ว่าเขาจะให้ เพราะคนอาจจะไปตีความผิดได้ หากใครเมตตาก็อาจนำคูปองเติมน้ำมันมาให้แทน ตลอดเวลาเกือบปีไม่มีวันไหนที่เราไม่สบายเลย เพราะเรามีพลังที่ได้รับเมื่อคิดถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ใครหลายคนพูดกับผมว่า ทำไปทำไม ประเทศไทยไม่ใช่ของเราคนเดียว แต่การเดินตามรอยพระบาทอย่างการเป็นผู้ให้คือความสุขที่สุด ทุกวันนี้ น้ำท่วมที่สกลนคร หรือนครพนม แม้กระทั่งลาว

ผมก็ไปช่วยเหลือด้วยใจ เพราะแม้เหนื่อยแต่ใจมันสุด เป็นความสุขที่เงินซื้อไม่ได้Ž สาโรชเผยง

สอดคล้องกับสมยศ พรชัยรัตนโชติ ซึ่งมีกิจการเช่าเหมารถตู้ ที่ถนนข้าวสาร มาเป็นจิตอาสาถือโทรโข่งคอยบอกเส้นทาง ที่หน้าประตูเทวาภิรมย์ เผยว่า ด้วยความที่อาศัยอยู่ผ่านฟ้าฯทำให้ได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่เสมอ จึงอยากทำดีสักอย่างถวายพระองค์

เพราะการเสียใจอย่างเดียวไม่มีประโยชน์ ลุกขึ้นมาทำดีดีกว่า เริ่มจากมาวิ่งมอเตอร์ไซค์รับส่งคน และมีคนเข้ามาถามทางมากมาย จึงพบว่าเมื่อคนเข้าไปกราบแล้ว ออกมาก็จะหลงทิศ หาทางไปสนามหลวงไม่เจอ ก็เลยมายืนบอกทางเขา ได้เห็นความลำบากของประชาชน ที่ต้องเจอทั้งฝน ต้องรอนาน มาตี 3 กลับ 5 โมง มีบ้างที่เราเหนื่อยต้องอยู่ยันเช้า แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนก็ให้กำลังใจกัน ผมอยู่ตรงนั้นตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย และพบว่านี่คือความสุขที่แท้จริง ที่ไม่มีมูลค่าทางวัตถุแต่เป็นจิตใจ ซึ่งพระองค์ทรงทำเพื่อคนไทยมาหลายสิบปี

เช่นเดียวกับจิตอาสาอย่าง วัชรี เชาวะนะ อีกหนึ่งมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งรับส่งประชาชน และร่วมแจกอาหารให้ประชาชนโดยรอบ นับแต่ 14 พฤศจิกายน 2559 ที่กล่าวว่า

เราเป็นประชาชนหาเช้ากินค่ำคนหนึ่ง ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้รับเสด็จ หรือถวายงานใดๆ ให้กับในหลวง ร.9 ได้ แต่การทำความดีทำได้ทุกคน จึงได้ออกมาช่วยเหลือประชาชน เพราะเรารู้ว่าเขาลำบากแค่ไหน โดยเฉพาะกับวันที่ฝนตก การได้พาประชาชนไปส่งจุดหมายถือเป็นความสุข ทำให้เราซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้พูดคุย ทักทาย ขอบคุณกัน และคงหาภาพนี้ไม่ได้อีกแล้ว 2 ปีที่ผ่านมา เราได้ยึดคำสอนพัฒนาตัวเองมากขึ้น นอกจากความพอเพียงแล้ว ก็คือการทำความดีด้วยหัวใจ เช่นเดียวกับในหลวงทรงเป็นแบบอย่างของการปิดทองหลังพระ

เป็นความรักของปวงชนชาวไทยที่ขอตามรอยในหลวง รัชกาลที่ 9