เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม ที่ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา ศิริราชพยาบาล ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาเทิดพระเกียรติในหัวข้อ “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” โดยกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีอย่างสมบูรณ์และทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เมื่อปี 2493 ซึ่งคำมั่นสัญญาของพระองค์ไม่ใช่นามธรรม แต่เป็นสิ่งที่จับต้องได้

ดร.สุเมธกล่าวว่า 70 ปีที่ทรงงาน พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่ต่างจังหวัด ถึงปีละ 8 เดือน เพื่อทรงงานให้พสกนิกร โดยตนเองร่วมติดตามเสด็จมาตลอด 35 ปี จัดกระเป๋าติดตามไปด้วยทุกหนแห่ง อาทิ ติดตามไปยัง จ.เชียงใหม่ จ.นราธิวาส และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ ซึ่งยอมรับว่าทุกวันที่ติดตามพระองค์ไปทรงงาน ถือเป็นวันเหนื่อยยากที่สุด พระองค์ใช้เวลาทรงงานตั้งแต่ช่วงเช้าจนย่ำค่ำ ดึกดื่น เห็นว่าพระองค์ทรงงานอย่างหนักทุกวัน ทรงเป็นห่วงผู้อื่นเสมอ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ เคยถามว่าทำไมต้องทำ พระองค์ตรัสว่า เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้ ทั้งฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม บริหารน้ำ ดิน ชีวิต และสอนคุณธรรม เพื่อให้แผ่นดินผืนนี้มีความสุขและเพื่อประโยชน์สุขของมวลชนชาวไทย

ดร.สุเมธกล่าวว่า อีกทั้งทรงมีพระราชอารมณ์ขันและทรงเป็นนักประชาธิปไตย เพราะทรงรับฟังความคิดเห็นและคำแนะนำจากทุกคน ในช่วงที่พระองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ทรงมีพระราชประสงค์เสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศหลายครั้ง แต่เนื่องจากทรงมีพระราชกรณียกิจในประเทศที่ต้องช่วยเหลือพสกนิกรคนไทยจำนวนมาก จึงทำให้ไม่มีโอกาสเสด็จพระราชดำเนินตามพระราชประสงค์ จำได้ว่าขณะบรรยายครั้งที่แล้ว น้ำตารินไหลค่อนห้อง จนวันนี้น้ำตาแห้งแล้ว ลองถามตัวเองว่าทุกวันนี้เราทำอะไรเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบ้าง หากไม่มีคำตอบเท่ากับเราบกพร่องต่อหน้าที่ และอาจทำให้อนาคตยุ่งยาก

“ตั้งแต่พระองค์เสด็จสวรรคต ผมฝันถึงพระองค์ราว 2-3 ครั้ง โดยเมื่อคืนวาน ผมอยากให้ทุกคนเห็นภาพความฝันของผม พระองค์มีพระพักตร์ชื่นบานมาก แจ่มใส ฉลองพระองค์เสื้อคลุมเบลเซอร์สีขาว ข้างในเป็นแถบสีสตริปลาย แปลกมากเพราะไม่เคยเห็นพระองค์ทรงสวมใส่มาก่อน พร้อมบอกผมว่า ช่วยจัดทริปไปยอดเขาคิลิมันจาโร เพราะฉันอยากไปเหลือเกิน จึงฉุกคิดได้ว่า ขณะครองราชย์ในฐานะพระมหากษัตริย์นั้น มีพระประสงค์ อยากเสด็จพระราชดำเนินไปต่างประเทศหลายแห่ง แต่พระองค์ไม่อาจละทิ้งงานที่ทรงอยู่ได้” ดร.สุเมธกล่าว และว่า ฝากถึงประชาชนให้คิดด้วยว่า พระองค์ทรงเป็นจอมทัพ แต่ไม่ใช่จอมทัพของการสู้รบ แต่เป็นจอมทัพของการพัฒนา วันนี้จอมทัพไม่อยู่แล้ว แต่ทรงพระราชทานแนวทางและคำสอนต่างๆ ไว้ให้คนในกองทัพ จึงอยู่ที่ว่าคนในกองทัพจะสานต่อสิ่งเหล่านี้ให้ดีได้อย่างไร

