หากพิจารณาเจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ฉบับที่… ) พ.ศ. … ก็ต้องบอกว่า มีเจตนาดีต้องการจัดระเบียบทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัด เพื่อให้ผู้เลี้ยงมีความรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ทิ้งขว้างกลายเป็นสุนัขหรือแมวจร จนสร้างปัญหา
ปัญหาคือ แม้จะมีเจตนาที่ดี แต่อย่าลืมว่าบริบทของสังคมไทยต้องการความชัดเจน และความเป็นไปได้ที่จะปฏิบัติได้จริง ประกอบกับการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่ทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อน ยิ่งประกาศออกมาว่าจะขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง แยกเป็นค่าคำร้องขอขึ้นทะเบียนสัตว์ฉบับละ 50 บาท สมุดประจำตัว 100 บาท และค่าเครื่องหมายประจำตัวสัตว์เลี้ยง 300 บาท รวมทั้งสิ้น 450 บาท กรณีฝ่าฝืนกฎหมายบังคับให้มีโทษปรับไม่เกิน 25,000 บาทต่อตัว และจะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วันหลัง พ.ร.บ.ประกาศใช้
แน่นอนว่า เมื่อประกาศเช่นนี้ ย่อมมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จนมีการออกมาแสดงความคิดเห็นมากมาย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง ดารานักแสดง และหลากหลายอาชีพ หลายคนกังวลว่า เมื่อประกาศใช้ กรณีคนที่เลี้ยงด้วยความการุณย์ โดยเฉพาะวัด จะทำอย่างไร หนำซ้ำยังมีกลุ่มที่ไม่รับผิดชอบอยู่แล้ว ก็มีแนวโน้มนำไปปล่อยอีก แต่อีกมุมก็มองว่าการขึ้นทะเบียนเป็นเรื่องดี แต่ค่าธรรมเนียมสูงเกินไป และจะมีสวัสดิการอะไรที่ตอบกลับมาหรือไม่ เช่น ฉีดวัดซีนฟรี ทำหมันฟรี ให้บริการสะดวกมาตั้งจุดโมบายใกล้บ้าน เป็นต้น
กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำกลับไปพิจารณา ระดมความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.นี้อีกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดภาระกับประชาชนมากจนเกินไป โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักอย่างกรมปศุสัตว์ได้เปิดช่องทางให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นได้ผ่านทางแอพพลิเคชั่น DLD 4.0, E-mail : [email protected] หรือทางเฟซบุ๊ก ปศุสัตว์ก้าวหน้า www.facebook.com/livestocknews
ทางออกควรเป็นอย่างไร…
ที่ผ่านมา ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทย (พท.) เคยให้ความเห็นว่าที่กังวลคือจะมีคนปล่อยทิ้งสัตว์เลี้ยงให้เป็นสัตว์จรจัดมากขึ้น จากปัจจุบันประเทศไทยมีหมา แมว กว่า 10.3 ล้านตัว และไร้เจ้าของกว่า 1.2 ล้านตัว หากประชาชนจะต้องรับภาระในส่วนค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง เพราะบางคนไม่ได้เลี้ยงตัวเดียว อาจมีหมาแมวถูกทิ้งกว่า 3 ล้านตัว ภาครัฐควรสนับสนุนให้ประชาชนดำเนินการขึ้นทะเบียน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และอาจจัดสวัสดิการช่วยเหลือเพิ่มเติม
ด้าน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีข้อเสนอแนะว่า จริงๆ ไม่ได้คัดค้านร่างกฎหมาย แต่มองว่าต้องทำให้ครอบคลุม และแก้ปัญหาถูกจุด อย่างการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ก็ต้องดูว่าจะทำได้จริงในกลุ่มไหน เพราะหากแบ่งจริงๆ จะพบว่าปัจจุบันมีการเลี้ยงหมาแมว 4 กลุ่ม คือ 1.เจ้าของเลี้ยงในบ้าน 2.เจ้าของเลี้ยงรอบบ้าน คือปล่อยให้เป็นอิสระวิ่งไปมาได้ 3.เลี้ยงแบบการุณย์ คือ ให้ข้าวให้อาหาร แต่ไม่ได้มีปลอกคอหรือเป็นเจ้าของจริงๆ เรียกว่าเลี้ยงแบบกึ่งเจ้าของ และ 4.สุนัขแมวจรจัดที่มีความดุร้าย ซึ่งสัตว์ประเภทนี้อาจเคยถูกเลี้ยง หรือถูกทำร้ายจนทำให้หวาดวิตกคน ซึ่งกลุ่มนี้ไม่มาก
ปัญหาคือ หากขึ้นทะเบียนจะเหมาะกับเจ้าของประเภทที่ 1 แต่ในกลุ่มอื่นๆ อาจไม่ครอบคลุม การดำเนินการจึงต้องทำรอบด้านควบคู่กันไป จะใช้แค่ขึ้นทะเบียน และมาเก็บเงินค่าธรรมเนียมแบบนี้คงไม่ได้ หากจะทำอาจต้องลดค่าธรรมเนียม หรือทางที่ดีไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และให้สวัสดิการคือ ฉีดวัคซีน ทำหมัน ที่สำคัญต้องอำนวยความสะดวกจัดรถโมบายมาตามจุด ประกาศให้ทั่วถึง ตามถึงที่สำหรับกลุ่มขึ้นทะเบียน
นอกจากนี้ จัดตั้งฮอตไลน์ 24 ชั่วโมงในแต่ละจังหวัด เพราะเราต้องคิดถึงกลุ่มอื่นๆ ที่เหลือด้วย เช่น หากมีกลุ่มที่มีความการุณย์ในการให้อาหารหมาแมว หรือกลุ่มเจ้าของเลี้ยงรอบบ้าน หากมีความพร้อมและติดต่อมาว่า จะขอทำหมันสัตว์ หรือฉีดวัคซีน เมื่อติดต่อมา เราต้องมีความพร้อมในการลงพื้นที่ไปดำเนินการอย่างเร็วที่สุด เพราะอย่างกลุ่มแรกที่มีเจ้าของถูกต้อง กลุ่มนี้เรายังนัดเวลาไปทำหมัน หรือฉีดวัคซีนได้ ปัญหาคือ หน่วยงานไหนจะมาดำเนินการ ตรงนี้ก็ต้องฝากกรมปศุสัตว์ให้ดำเนินการเรื่องนี้ว่าจะจัดตั้งสายด่วนได้หรือไม่ และจะมีทีมลงไปหรือไม่อย่าง ซึ่งก็ต้องอาศัยความร่วมมือ แต่ต้องทำอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
“ความพร้อมของหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่ค่อนข้างยาก เพราะต้องมีคนมีการจัดตั้งเฉพาะขึ้นมาเลย เป็นทีมเฉพาะในการทำเรื่องนี้ เพราะอย่าลืมว่ายังมีหมาแมวที่ดุร้ายอีก ตรงนี้ใครจะตามจับ การจับหมาแมวยาก ไม่ใช่ง่ายๆ ผมเคยทำมาก่อน สรุปคือ ต้องทำหลายอย่างควบคู่กันไป ตรงนี้ก็ต้องถามกลับว่ากรมปศุสัตว์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความพร้อมแล้วหรือยัง เพราะถ้าไม่เตรียมพร้อม ปัญหาประชากรหมาแมวเยอะ
ก็จะควบคุมยาก กลายเป็นปัญหาและเสี่ยงเกิดโรคระบาดอีก” ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว
จริงๆ การควบคุมประชากรหมาแมวนั้น ปัจจุบันมีหลายวิธี แต่วิธีที่ทำได้ง่ายและประหยัดคือการทำหมันสุนัขตัวผู้ ทำตรงไข่ แต่ต้องอาศัยความชำนาญ ต้องทำโดยสัตวแพทย์ ซึ่งปัจจุบัน สพญ.นัยนา อภิชาติพันธุ์ นายสัตวแพทย์เชี่ยวชาญเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นผู้ที่ทำเรื่องนี้มาก่อน ปัจจุบันทำไปแล้ว 5-6 พันตัว และได้ทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับบริษัท ได้ข้อตกลงเพื่อสาธารณกุศลค่าใช้จ่ายน้ำยาถูกลงมากที่ 7 ต่อ 1 ตัว จริงๆ สามารถใช้วิธีนี้ได้ แต่ต้องมีการอบรมสัตวแพทย์
สำหรับสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้า ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2556-2560 มีผู้เสียชีวิต 7, 5, 5, 14 และ 11 ราย ตามลำดับ ส่วนในปี 2561 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-10 กันยายน 2561 มีรายงานผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 16 ราย จาก 14 จังหวัด จากบุรีรัมย์และระยอง จังหวัดละ 2 ราย สุรินทร์ สงขลา ตรัง นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุง หนองคาย ยโสธร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ตาก และสุราษฎร์ธานี จังหวัดละ 1 ราย สัตว์นำโรคจากสุนัข 15 ราย แมว 1 ราย เป็นสัตว์มีเจ้าของถึงร้อยละ 60 โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และมากกว่าร้อยละ
90 ไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา
เป็นกฎหมายที่มีเจตนาดี แต่ต้องรัดกุม

