รวบแก๊งตุ๋นแสบเล่นละครซื้อขายที่ดินตบตาผู้เสียหายก่อนอ้างติดจำนองขอยืมเงินไถ สัญญาจะให้ค่าตอบแทน ก่อนเชิดสร้อยทอง 10 บาท กำไรทอง 2 บาทหนี
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 17 ตุลาคม ที่กองบังคับการถวายความปลอดภัยและปฏิบัติการพิเศษ (บก.ถปพ.) พ.ต.อ.สยาม บุญสม รรท.รอง ผบก.บก.ถปพ. พ.ต.ต. สุรกุล ธัญสิริดำรง รรท.สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและข่าวเครื่องมือพิเศษ บก.ถปพ. ร่วมแถลงการจับกุมตัว 3 ผู้ต้องหา นายสมชาย อิ้งสุวรรณ อายุ 51 ปี นางสกุลรัตน์ กระต่ายเพชร อายุ 50 ปี และนางสาว วิเชียร อรุณจิตร ตามหมายจับ จ.241/2561 ศาลแขวงนนทบุรี สภ.ชัยพฤกษ์ 421/2561 ในข้อหา ฉ้อโกงทรัพย์ โดยจับได้ที่บ้านเลขที่ 89/76 ม.8 ต.คลองอุดมชลจร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา และบริเวณริมถนนกำแพงเพชร 6 อ.เมืองปทุมธานี
พ.ต.อ.สยามกล่าวว่า ตามนโยบายผู้บังคับบัญชาให้สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดคดีสารพัดโกง เจ้าหน้าที่จึงได้สืบสวนจนพบข้อมูลผู้กระทำผิดแก๊งหลอกซื้อขายที่ดิน มีสมาชิกแก๊งประกอบด้วยนายสมชาย นางสกุลรัตน์ และน.ส.วิเชียร จากการตรวจสอบพบว่ายังมีการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องโดยมี พฤติการณ์คือ นางสกุลรัตน์ ทำหน้าที่เป็นนายหน้า เข้าไปหาเป้าหมายเพื่อหลอกลวงโดยทำทีเข้าไปติดต่อและจะเลือกเป้าหมายเป็นคนขายของชำในพื้นที่นั้นๆ ทำทีพูดคุยตีสนิทกับผู้เสียหาย และออกอุบายว่ามีคนสนใจจะซื้อที่ดินใกล้ๆ กับที่ดินที่ผู้เสียหายอยู่โดยขอให้ผู้เสียหายพานางสกุลรัตน์ ไปดูที่ดินและยังกล่าวต่อไปอีกว่าถ้ามีการซื้อขายกันสำเร็จจะได้ค่านายหน้าอีกด้วย เจรจาผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้พานางสกุลรัตน์ไปดูที่ดินดังกล่าวแล้วพบกับนายสมชาย (ทำหน้าที่เป็นคนซื้อที่ดิน) นางสาววิเชียร (ทำหน้าที่เป็นเจ้าของที่ดิน) ซึ่งเป็นทีมงานของแก๊งคนร้าย
พ.ต.อ.สยามกล่าวต่อว่า หลังจากนั้นผู้ต้องหามีการออกอุบายหลอกลวงโดยนายสมชาย และนางสาววิเชียรเจรจาว่ามีการซื้อขายที่ดินจริงในราคา 10 ล้านบาท จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อสนิทใจ แต่นางสาววิเชียรแจ้งว่าที่ดินที่จะซื้อขายดังกล่าวนั้นติดหนี้จำนองอยู่ในราคา 400,000 บาท และไม่มีเงินไปไถจำนอง ซึ่งนายสมชายได้ออกอุบายว่าจะไม่ซื้อขายหากเจ้าของที่ดินไม่ไถจำนองเสียก่อน นางสาววิเชียรจึงหันไปพูดกับนางสกุลรัตร์ ว่ามีเงินให้ยืมก่อนหรือไม่เพื่อนำไปไถ่ถอนจำนอง โดยนางสกุลรัตน์ ได้กล่าวว่า มีเงินสดอยู่ 100,000 กว่าบาท และได้หยิบเงินดังกล่าวให้นายสมชาย แต่เงินยังขาดอยู่แล้วอีกส่วนหนึ่ง ทั้งนายสมชายและนางสกุลรัตน์จึงได้ช่วยกันพูดหว่านล้อมผู้เสียหายให้นำเงินมาให้ก่อนเมื่อมีการซื้อขายที่ดินสำเร็จแล้วจะนำเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยมาคืนให้กับผู้เสียหาย
พ.ต.อ.สยามกล่าวต่ออีกว่า เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ และได้กลับไปที่บ้านพักพร้อมนางสกุลรัตน์ เพื่อเอาทรัพย์สิน เป็นสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท และสร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 บาท มาให้นางสกุลรัตน์ถือไว้ขณะจะขับรถออกไปหานายสมชาย นางสกุลรัตน์ได้กล่าวหลอกลวงผู้เสียหายอีกครั้งว่าจะต้องใช้บัตรประชาชนผู้เสียหาย ใช้ถอนที่ดินดังกล่าว ด้วยจนผู้เสียหายลงจากรถ เผื่อเข้าไปเอาบัตรประชาชนในบ้าน แต่เมื่อกลับออกมาพบว่านางสกุลรัตน์ได้ขับรถออกไปเสียแล้วและ ผู้เสียหายได้โทรศัพท์ไปหานางสกุลรัตน์แต่ก็ติดต่อไม่ได้เสียแล้ว จึงทำให้ผู้เสียหายทราบในทันทีว่าถูกหลอกลวงจึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายดังกล่าว
ด้านนางเอ (สงวนชือนามสกุล) กล่าวว่า วันเกิดเหตุหลังจากกลับมาจากทำบุญ นางสกุลรัตน์ได้เดินตามมาก่อนทำทีเข้ามาติดต่อซื้อขายของ และได้ขอเบอร์ติดต่อไป และตามที่บ้านของตนอยู่หลายครั้งก่อนหายไปและกลับมาอีกครั้งภายใน 2 อาทิตย์พร้อมบอกว่าอยากซื้อที่ดังกล่าว และให้ตนพาไปดู นอกจากนี้ยังมีอีกคนที่ร่วมด้วยคือคนขับรถของนายสมชายที่อยู่ในเหตุการณ์ ทั้งนี้อยากให้เป็นอุทาหรณ์ว่าอย่าหลงเชื่อคนง่าย เพราะอาจต้องเสียหายอย่างที่ตนโดน
ทั้งนี้มีข้อมูลว่านางสกุลรัตน์เคยตกเป็นผู้ต้องหามีหมายจับในคดีที่คล้ายกัน 20 หมาย และมีหมายจับที่ค้างอยู่ 4 หมายจับ ทั้งฉ้อโกงทรัพย์และลักทรัพย์ แต่นอกจากนี้เคยถูกจับกุมดำเนินคดีและหมดอายุความไปแล้ว
มีรายงานอีกว่านายสมชายและนางสกุลรัตน์อยู่กินฉันสามีภรรยา โดยเบื้องต้นได้ให้การว่าที่ต้องทำเพราะขัดสนเรื่องเงินทองและมีหนี้สิน ก่อนจะร่วมมือกับ นางสาววิเชียร ซึ่งเป็นเมียเก่าของนายสมชาย ในการหลอกลวงผู้เสียหายดังกล่าว ทั้งนี้ นางสาววิเชียรมีหมายจับ 2 หมาย ฉ้อโกงด้วย



