กรณีนายพิเศษ นาคะพันธ์ อายุ 52 ปี ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชักปืนขู่รถแท็กซี่ที่ขับรถปาดกันไปมาแล้วบีบแตรใส่ก่อนขับจี้ตูดเข้าไปในศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. ถูกนำคลิปวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ไปลงในโลกโซเชียลจนมีผู้เข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก ต่อมาเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง
ความคืบหน้าวันที่ 17 ตุลาคม พ.ต.อ.ปริญญา เหลืองอุทัย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง กล่าวว่า ภายหลังนายพิเศษ นาคะพันธ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้ารับทราบข้อกล่าวหาพกพาปืนไปในที่สาธารณะเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และใช้ปืนข่มขู่ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว
พ.ต.อ.ปริญญากล่าวต่อว่า สำหรับคดีนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ตำรวจสามารถดำเนินคดีโดยใช้คลิปวิดีโอที่โพสต์ในเฟซบุ๊กเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีได้เลย ไม่จำเป็นต้องให้คู่กรณีที่เป็นคนขับรถแท็กซี่ผู้ที่ถูกข่มขู่เข้าแจ้งความ แต่ดำเนินคดีได้เลย เมื่อวานนี้ทางนายพิเศษ ก็ไม่ได้ให้การในชั้นสอบสวน และไม่ได้นำอาวุธปืนของกลางมาให้พนักงานสอบสวนซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นอาวุธปืนชนิดใด หลังรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว พนักงานสอบสวนจึงปล่อยตัวชั่วคราวไป โดยหลังจากพนักงานสอบสวนได้นัดหมายกับทางนายพิเศษ ให้นำตรวจค้นอาวุธปืนของกลางที่บ้านใน อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งนายพิเศษยินดีให้ตรวจค้นบ้าน จึงไม่ต้องขอศาลออกหมายค้น หาอาวุธปืนว่าเป็นปืนจริงหรือปืนปลอม และมีทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อรูปคดี
“พฤติกรรมการขับรถของทั้งฝ่ายต้องให้ทางชุดสืบสวนไปตรวจสอบวงจรปิดและสอบปากคำรปภ.ที่อยู่ในคลิป 2 คน มาสอบปากคำเพื่อหาข้อเท็จจริง หากมีพฤติกรรมการขับรถปาดกันไปมา แต่การขับรถปาดกันไปมา ก็ไม่ควรควักปืนขู่ขนาดนี้” พ.ต.อ.ปริญญากล่าว
ในส่วนการติดตามคู่กรณีมาให้ปากคำ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อไปยังเจ้าของเฟซบุ๊กชื่อ “อัญชลี” ผู้โพสต์คลิปวิดีโอในสื่อโซเชียลเพื่อหาข้อมูลและเจ้าของรถแท็กซี่คู่กรณีมาสอบสวนขณะเกิดเหตุแต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับมา ก่อนให้พนักงานสอบสวนนัดนายพิเศษมาอีกครั้ง เพื่อรวบรวมหลักฐานส่งศาลดำเนินคดี
ต่อมาเวลา 13.00 น. นายกิตติดมน์ ศิริสุข อาสาสมัครจราจร สน.ทุ่งสองห้อง เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.รักเกียรติ์ ปทุมวัลย์ สว.(สอบสวน) สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อให้ปากคำในฐานะพยานที่เห็นเหตุการณ์ในคดีดังกล่าว
โดยนายกิตติดมน์กล่าวว่า เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ตนไม่เห็นว่ามีการขับรถปาดกันไปมาหรือไม่ เห็นตอนที่ปรากฎเป็นคลิปออกไป โดยช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาพักผ่อนของพวกตน ไม่ได้อยู่ภายในป้อมใกล้จุดเกิดเกตุ ตนไม่เห็นตอนนายพิเศษลงจากรถ มาเห็นก็ตอนควักปืนแล้ว ทางฝ่ายแท็กซี่นั้นไม่มีการลงจากรถ ช่วงเวลาชักปืนกินเวลาไม่ถึง 1-2 นาที จากนั้นนายพิเศษก็ได้ขึ้นรถแล้วขับออกไป ทางแท็กซี่ก็ขับแยกย้ายกันไป ช่วงควักปืนนั้นไม่มีการพูดจากันแต่อย่างใด เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
ขณะที่นายประสงค์ ธิติพนิต อาสาสมัครจราจร สน.ทุ่งสองห้อง พยานอีกคนให้การว่า เหตุการณ์นี้เกิดช่วงเวลาประมาณ 14.00-15.00 น. ก่อนจะถึงช่วงที่จะต้องจัดระเบียบการจราจร ตอนแรกนึกว่าเป็นเหตุรถชนกัน จึงเดินไปดูกันกับนายกิตติดมน์ แต่เมื่อเห็นนายพิเศษลงจากรถแล้วควักปืนก็ตกใจกลัว ถึงกับชะงัก เพราะเห็นปืน จึงได้แค่มอง ไม่ได้พูดอะไร และไม่แน่ใจว่านายพิเศษพูดจาอะไรออกไปหรือไม่ โดยไม่เห็นว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการชักปืนนั้นเกิดจากเหตุใด ซึ่งเหตุการณ์นี้กินระยะเวลาเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น เมื่อทางนายพิเศษเก็บปืนก็ได้เดินกลับไปขึ้นรถแล้วขับออกไป แท็กซี่ก็ขับตามกันไป ตามเส้นทางจราจรตรงนั้น ไม่รู้ว่าไปแยกย้ายกันตอนใด รู้เพียงว่าตลอดเหตุการณ์นั้น ทางโชเฟอร์แท็กซี่ไม่ได้ลงจากรถเลยแต่อย่างใด
นายประสงค์กล่าวต่อว่า สำหรับรถแท็กซี่นั้นเป็นรถเขียวเหลือง แต่จำทะเบียนไม่ได้ ติดฟิล์มค่อนข้างมืด ทำให้เห็นคนขับไม่ชัด เพราะฟิล์มหน้ารถบัง เห็นเพียงครึ่งล่างของจมูกลงมา โดยตนเห็นเพียงว่าโชเฟอร์แท็กซี่นั้นไว้ผมสั้น อายุประมาณ 40 กว่าปีขึ้นไป รูปร่างสันทัด ใส่เครื่องแบบแท็กซี่สีฟ้า และรถแท็กซี่คันนี้ไม่มีการรับผู้โดยสาร และเปิดไฟสีแดงตรงคำว่า “ว่าง” ไว้ เชื่อว่าเหตุการณ์ชักปืนนี้เป็นเพียงการข่มขู่เท่านั้น
เบื้องต้นทาง พ.ต.ต.รักเกียรติ์กล่าวว่า วันนี้ได้ประสานพยานที่เห็นเหตุการณ์ให้เดินทางมาให้ปากคำเพื่อรวบรวมข้อมูลหลักฐานในทางคดีนี้ต่อไป หลังจากสอบปากคำแล้วก็จะตรวจสอบพยานหลักฐานทางอื่นประกอบสำนวนต่อไป

