เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการ ทส. เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อบูรณาการการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ครั้งที่ 4/2561 โดยพล.อ.สุรศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงความคืบหน้าในการทำงานที่ผ่านมา โดยในเรื่องตัวเลขรายการสินค้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่จะมีการประกาศห้ามนำเข้านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปรับตัวเลขจาก 432 รายการ เป็น 422 รายการ ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิค และจะนำไปออกเป็นประกาศกระทรวงพาณิชย์และแจ้งกรมศุลกากรตามขั้นตอนต่อไปคาดว่าจะมีผลบังคับได้ไม่เกิน 6 เดือนนับจากนี้
พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้พิจารณาถึงโควตาการนำเข้าเศษพลาสติก โดยได้มีการเสนอในที่ประชุมว่าในปี 2562 จะให้นำเข้าเศษพลาสติกได้ไม่เกิน 7 หมื่นตัน เพราะภาคอุตสาหกรรมยังมีความต้องการอยู่ และให้บวกกับการใช้เศษพลาสติกภายในประเทศอีกร้อยละ 30 ของการนำเข้ามาใช้ร่วมกัน ส่วนในปี 2563 จะลดโควตาการนำเข้าเศษพลาสติกเหลือ 4 หมื่นตัน และให้ใช้เศษพลาสติกในประเทศร้อยละ 60 จากนั้นในปี 2564 จะให้ใช้เศษพลาสติกภายในประเทศทั้งหมด
“ประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 2 ล้านตัน/ปี ซึ่งเป็นขยะที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบรีไซเคิลประมาณ 5 แสนตัน ส่วนอีก 1.5 ล้านตัน ยังไม่เข้าสู่ระบบอย่างจริงจัง ซึ่งต้องนำส่วนนี้มาเข้าสู่ระบบการรีไซเคิลตามขั้นตอนให้ได้ต่อไป โดยในระยะเวลา 2 ปีจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามส่งเสริมให้เศษขยะพลาสติกเหล่านี้เข้าสู่ระบบรีไซเคิลให้ได้ โดยมอบหมายให้นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นคณะทำงานศึกษาเรื่องขยะพลาสติกทั้งระบบ รวมทั้งการศึกษาในเรื่องการเก็บค่าใช้ถุงพลาสติกด้วยว่ามีความเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ อย่างไรก็ตามเวลานี้มีนวัตกรรมในเรื่องถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้เกิดขึ้นมากแล้ว จึงต้องดูแนวโน้มและทิศทางเหล่านี้ประกอบด้วย ทั้งนี้ในส่วนของคณะอนุกรรมการฯ จะมีการประชุมอีก 2-3 นัด ก่อนสรุปผลการทำงานเสนอต่อรัฐบาล”พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมได้มีข้อหารือถึงแนวทางการดำเนินคดีเกี่ยวกับสินค้าเข้าข่ายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติก ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกอย่างเข้มงวด โดยดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในขั้นสูงสุด โดยไม่ต้องการให้มีการเปรียบเทียบงดฟ้องร้องตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 และให้นำคดีฟ้องต่อศาลตามขั้นตอนปกติ อย่างไรก็ตามกฎหมายให้สิทธิผู้กระทำผิดสามารถขอทำความตกลงระงับคดีกับกรมศุลกากรหรือเปรียบเทียบงดการฟ้องร้องได้ โดยขอชำระค่าปรับหรือยินยอมยกของกลางให้เป็นของแผ่นดินตามแต่กรณี หากกรมศุลกากรไม่ทำความตกลงระงับคดีในความผิดลักษณะนี้และฟ้องร้องผู้กระทำความผิด กรมศุลกากรจะต้องออกระเบียบเกี่ยวกับการงดฟ้อง จึงมีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการทางด้านคดีที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ทั้งนี้ในส่วนของกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมศุลกากรได้ร่วมกันตรวจสอบตู้สินค้าคงค้างตามท่าเรือต่างๆ จำนวน 2,000 ตู้ ตามคำสั่งที่ประชุมครั้งที่ 3/2561 อย่างไรก็ตามหลังออกตรวจสอบตู้สินค้า ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือคลองเตย และท่าเรือเอกชนทุกแห่ง พบมีจำนวนตู้สินค้าประมาณ 4,300 ตู้ ผลการตรวจสอบพบว่ามีสินค้าไม่ผ่านการตรวจปล่อย จำนวน 145 ตู้ โดยเป็นการสำแดงเท็จ นำเข้าเศษพลาสติกสกปรก และลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอกนิกส์

