‘ร้อยไหม’กระชับหน้า คิดให้ดีก่อนตัดสินใจ

18.10.18 | 12:45 น.

ช่วงที่ผ่านมา กลายเป็นข่าวโด่งดังเมื่อมีหญิงอายุ 72 ปี เข้าไปรับบริการ “ร้อยไหม” ยกกระชับใบหน้า แต่เคราะห์ร้ายต้องมาจบชีวิตกลางคัน

แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด แต่กรณีดังกล่าวเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึงการเสริมความงามด้วยการร้อยไหมยกกระชับใบหน้าว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมหรือไม่ และสำหรับคนที่รักสวยรักงาม อยากให้หน้าตาเต่งตึง ยังมีวิธีการอื่นอีกหรือไม่ อย่างไร

ปัจจุบันมีกระแสโฆษณาการร้อยไหมเพื่อยกกระชับ (thread lifting) ในสื่อต่างๆ อย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับผู้ที่สนใจการยกกระชับผิวด้วยวิธีการดังกล่าวว่า การร้อยไหมเพื่อยกกระชับ เริ่มมีการใช้เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ไหมที่ใช้ในระยะแรกเป็น ไหมชนิดมีเงี่ยง (barb) มีทั้งชนิดที่สามารถสลายหรือละลายตัวได้เอง โดยตัวเงี่ยงจะทำหน้าที่เสมือนหมุดยึดตรึงให้ไหมอยู่กับที่ ส่วนไหมที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันเป็น ไหมชนิดไม่มีเงี่ยง (non-barb) ผลิตจากสารชื่อ “โพลีไดออกซาโนน” (polydioxanone: PDO) ซึ่งเป็นสารที่สามารถละลายตัวได้เองภายใน 6-8 เดือน

การร้อยไหมโพลีไดออกซาโนนเพื่อยกกระชับผิวที่กำลังเป็นกระแสอยู่ขณะนี้ เป็นวิธีการยกกระชับผิวที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี ยังไม่มีการใช้ในสหรัฐอเมริกา หรือในยุโรป ปัจจุบันไหมโพลีไดออกซาโนน ได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้นำเข้ามาเพื่อใช้สำหรับการเย็บแผล และไม่ได้รับอนุญาตในการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการยกกระชับผิว

Advertisement

ทั้งนี้ ก่อนทำการร้อยไหมต้องทำให้ผิวหนังชา โดยการฉีดหรือทายาชา ซึ่งการร้อยไหมชนิดมีเงี่ยงจะสอดไหมในความลึกระดับชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ส่วนการร้อยไหมชนิดไม่มีเงี่ยงจะสอดไหมในระนาบแนวความลึกของชั้นหนังแท้ ซึ่งการสอดไหมให้อยู่ในระนาบนี้ต้องอาศัยทักษะความชำนาญและประสบการณ์ของแพทย์

การร้อยไหมชนิดมีเงี่ยงมักใช้จำนวนไหมเพียง 2-3 เส้น สอดเข้าบริเวณผิวหนังที่ต้องการยกกระชับ แต่การร้อยไหมชนิดไม่มีเงี่ยง มักใช้เส้นไหมขนาดความยาวตั้งแต่ 2.5-6 มิลลิเมตร จำนวนตั้งแต่ 20-100 เส้น สอดเข้าไปในผิวหนัง ผิวหนังหลังการร้อยไหมจะมีอาการบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดไหม ซึ่งรอยเหล่านี้มักหายใน 1-2 สัปดาห์ มีความเชื่อว่าการสอดไหมเข้าผิวหนังจะกระตุ้นให้ผิวสร้างเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ซึ่งเส้นใยคอลลาเจนใหม่นี้จะช่วยให้ผิวบริเวณดังกล่าวมีความกระชับขึ้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.นพ.วรพงษ์ มนัสเกียรติ ประธานวิชาการ กรรมการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วการร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิวหน้านั้น อย.ยังไม่รับรองหัตถการนี้ และจากงานวิชาการก็ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าวิธีการดังกล่าวมีประโยชน์ในระยะยาวหรือไม่

“หมายความว่า ยังไม่ชัดเจนว่าระยะยาวหน้าจะกระชับและไม่หย่อนคล้อย แต่อาจช่วยระยะสั้น 1-2 เดือน เป็นต้น เนื่องจากยังมีความบวมอยู่ส่วนเรื่องความเสี่ยงของการร้อยไหมนั้น ก็ต้องแยกเป็นประเด็นว่าเสี่ยงจากอะไร หากเสี่ยงจากตัวหัตถการ ก็เหมือนเราเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในผิวหนัง ทำให้มีรอยตื้น คลำเจอได้บริเวณผิวหนัง แต่ถ้าร้อยเข้าไปลึกก็เสี่ยงถูกเส้นประสาท มีความเสี่ยงไม่ปลอดเชื้อ ติดเชื้อได้ เป็นต้น” ศ.นพ.วรพงษ์กล่าว และว่า ส่วนความเสี่ยงที่ทำให้เสียชีวิตได้นั้นก็อาจไม่มาก ซึ่งหากกล่าวถึงในแง่หลักวิชาการแล้ว ก็อาจบอกได้ว่า นอกจากไหม เรื่องยาชาก็มีความเสี่ยงที่คนไข้จะแพ้ยาชาได้เช่นกัน

ศ.นพ.วรพงษ์กล่าวว่า ดังนั้น การใช้ยาชาจึงจำเป็นต้องพิจารณา บางคนแพ้ และหากใช้เกินขนาดก็มีผล ยิ่งหากเป็นโรคประจำตัวก็ต้องระมัดระวัง แต่โอกาสแพ้ยาไม่น่าเกิดขึ้นบ่อย เนื่องจากยาชามีการใช้กันมาก เช่น ทันตกรรมก็ใช้กันอยู่ และกรณีผู้สูงอายุก็ไม่น่าจะเกี่ยว เพราะถ้าร่างกายแข็งแรงก็ไม่มีปัญหา ตับ ไต ก็อาจไม่เกี่ยวข้อง เพียงแต่ยาบางตัวก็อาจไปกระตุ้นการขับออกทางตับ ไตได้ แต่แพทย์จะต้องตรวจวินิจฉัย ซึ่งหากมีปัญหาก็ต้องลดยาที่เสี่ยงลง หรือไม่ใช้เลย อย่างไรก็ตาม ทุกวิธีย่อมมีความเสี่ยงได้หมด

ศ.นพ.วรพงษ์กล่าวว่า ใครคิดจะไปทำการร้อยไหมต้องพิจารณาดีๆ เนื่องจากไม่ใช่ว่าจะถูกต้องหมด เพราะจะมีการแบ่งประเภทไหม บางชนิด อย.อนุญาต บางชนิด อย.ไม่อนุญาต ก็ต้องพิจารณาดีๆ เช่นกัน

เมื่อถามว่าหากไม่ร้อยไหมจะมีวิธีใดช่วยยกกระชับใบหน้าได้บ้าง ศ.นพ.วรพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันจะมีการยกกระชับโดยใช้คลื่นวิทยุ คลื่นเสียง เป็นเครื่องมือที่มีหลักฐานประจักษ์ทางการแพทย์ มีการวิจัยในกลุ่มคนจำนวนมาก ไม่เหมือนการร้อยไหม และมีความปลอดภัยกว่า เนื่องจากไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย แต่ไม่ว่าอย่างไรควรปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ และต้องทำการศึกษาหลายๆ ทาง เพื่อความปลอดภัยของตนเองด้วย

ก่อนหน้านี้ ศูนย์เลเซอร์ผิวหนังและศัลยกรรมผิวหนัง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า การร้อยไหมสามารถทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับได้จริง หรือสามารถคงสภาพการกระชับได้นาน ซึ่งจากการทบทวนข้อมูลทางการแพทย์ พบรายงานผู้ป่วยเพียง 2-3 ฉบับ ที่รายงานผลการร้อยไหมชนิดมีเงี่ยงระบุว่า สามารถทำให้ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงเดือนแรกหลังการร้อยไหม และผิวกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา การที่ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงแรกเชื่อว่าเกิดจากการที่ผิวเกิดการบวมและอักเสบจากการสอดไหม อีกทั้งยังไม่มีการพิสูจน์ว่าเส้นใยคอลลาเจนที่เชื่อว่ามีการสร้างใหม่จากการร้อยไหมละลาย เป็นคอลลาเจนปกติของผิวหนัง หรือเป็นคอลลาเจนที่พบบริเวณที่มีแผล ซึ่งจะมีลักษณะเป็นพังผืดที่อาจส่งผลต่อผิวหนังในระยะยาว โดยเฉพาะถ้ามีเหตุจำเป็นที่ต้องทำการผ่าตัดบริเวณนั้นในอนาคต

ส่วนผลข้างเคียงการร้อยไหมชนิดมีเงี่ยงที่มีผู้รายงานไว้ ได้แก่ การเกิดผิวหนังบวมแดงเนื่องจากการแพ้ไหม การเห็นหรือคลำได้ปมไหม การเกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง ปลายไหมโผล่ ผิวหนังสองข้างกระชับไม่เท่ากัน ยังไม่มีการรายงานผลข้างเคียงของการร้อยไหมชนิดไม่มีเงี่ยงในวารสารทางการแพทย์ แต่จากการสอบถามข้อมูลจากตจแพทย์ และตจศัลยแพทย์พบว่ามีผู้ป่วยที่ไปพบด้วยอาการเป็นเส้นนูนแดงตามแนวเส้นไหม ซึ่งเชื่อว่าเป็นอาการของการแพ้ไหม นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยที่ไปพบเพราะคลำหรือสัมผัสเส้นไหมบริเวณผิวได้

ดังนั้น ผู้ที่สนใจการยกกระชับผิวด้วยวิธีการร้อยไหมควรศึกษาข้อดีข้อเสียของวิธีการนี้ให้ดีก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ