ใครรักสิ่งแวดล้อม ยกมือขึ้น : ชุติมา นุ่นมัน

18.10.18 | 19:16 น.

ถามว่า ใครรักธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม อยากให้สิ่งแวดล้อมดูดี มีความสวยงาม สมดุลบ้าง
ตอบให้คนตอบมันดูดี งดงาม ใครๆก็ตอบได้

แต่พฤติกรรม และวิถีการใช้ชีวิต ก็จะเป็นตัวบ่งบอกว่า ใครตัวปลอมแค่พูดจาให้ตัวเองดูดีไปวันๆ

ประเด็นการจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยว เข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติสิมิลัน จ.พังงา เป็นปกรณี ที่เห็นชัดมาก
ทุกคนเคยร้องยี้ เบ้ปาก และก่นด่า เมื่อเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวเบียดเสียด ยัดเยียดแทบไม่มีที่ยืน ในอุทยานแห่งชาติสิมิลัน เรือรับส่งนักท่องเที่ยว จอดเรียงรายกันหน้าหาด และบ้างก็ทิ้งสมอจอดกลางน้ำ ไม่ยี่หระแยแส ว่าสมอที่โยนลงไปจะไปกระทบทำลายอะไรที่อยู่ใต้น้ำบ้าง หลายคนก็เรียกร้องให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งก็คือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ออกมาทำอะไรก็ได้ ที่จะจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยว ที่เข้าไปเที่ยวพื้นที่แห่งนี้

เมื่อกรมอุทยานฯทำ และก็ทำอย่างมีขั้นตอนแบบแผน ให้หน่วยงานอย่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นคนศึกษา เก็บข้อมูล นำผลจากการศึกษามาแปลงเป็นวิธีปฏิบัติ ซึ่งก็ได้ออกมาโดยสรุปว่า อุทยานแห่งชาติสิมิลัน ไม่ควรจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวเกินวันละประมาณ 1200 คน

ปริมาณดังกล่าวนี้ เหมาะสมกับพื้นที่ จำนวนของเจ้าหน้าที่ ที่จะดูแล จัดการได้ทั่วถึง รวมไปจนถึงห้องน้ำ และการจัดเก็บขยะมูลฝอย
ทุกอย่างทำกันอย่างเป็นขั้น เป็นตอน มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมไปถึงผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ประชุมกันครั้งแล้ว ครั้งเล่า เพื่อทำความเข้าใจกันในเรื่องนี้ ทุกฝ่าย

Advertisement

ทุกคนก็เห็นด้วย ภายใต้แนวคิดร่วมกันว่า เราต้องรักษาทรัพยากรเอาไว้ เพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้ ได้ชื่นชมกันบ้าง หากปล่อยให้นักท่องเที่ยวทะลักเกาะไปเรื่อยๆโดยไม่มีการจำกัด ในเร็ววันนี้เกาะสิมิลันจะต้องพังชนิดที่ไร้อนาคตทางการท่องเที่ยวไปเลย

จะไม่ให้ไร้อนาคตได้อย่างไร ในเมื่อ อุทยานฯสิมิลันมีห้องน้ำ ห้องสุขา รองรับที่เกาะแปดเพียง 2 หลัง และเกาะสี่ 4 หลัง เท่านั้น ไม่มีพื้นที่สร้างเพิ่มอีกแล้ว ทุกวันที่นักท่องเที่ยวมาวันละหลายพัน(เคยมีสูงสุด 12,000 คน) จะมีคิวเข้าห้องน้ำยาวมาก และไม่มีเวลาทำความสะอาด ทำให้สกปรกมาก ไม่ต้องพูดถึงสิ่งปฏิกูลที่ถูกทิ้งไว้ในแต่ละวัน รวมทั้งขยะและน้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมการท่องเที่ยว แม้บางส่วนมีการนำกลับโดยผู้ประกอบการ แต่ยังมีขยะตกค้างอีกมากที่อุทยานต้องนำกลับเอง

ไม่รวมถึงคุณภาพของสิ่งแวดล้อม ที่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ทรายที่เคยนิ่มเท้า สีขาวสะอาด เริ่มอัดกันแน่น เพราะมีนักท่องเที่ยวเหยียบย่ำอยู่ตลอดเวลา พื้นทรายทรุดลงเรื่อยๆและเริ่มมีสีดำ ปะการังในบริเวณนั้นก็เสื่อมแล้วเสื่อมอีก แทบจะไม่มีเวลาเจริญเติบโต นอกเหนือจากการถูกเหยียบย่ำทั้งจากการรู้และไม่รู้เท่าของนักท่องเที่ยวแล้ว สารเคมีจากครีมกันแดดจำนวนมาก ยังส่งผลต่อการเจริญเติบโต ของปะการังเหล่านี้อีกด้วย

ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นเหตุผล มากที่สุดแล้ว ว่าเราจะต้องจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยว
ถามใคร ใครก็เห็นด้วย ทั้ง นักวิชาการ นักการเมือง ดารา นักร้อง พ่อค้า ประชาชน

แต่เมื่อขั้นตอนทุกอย่างถูกดำเนินไป และถึงวันที่ต้องปฏิบัติจริง กลับมีกลุ่มผู้ประกอบการ พร้อมด้วยประชาชนจำนวนหนึ่ง ออกมาเรียกร้อง บอกว่า สิ่งที่กรมอุทยานแห่งชาติทำนั้น ทำให้พวกเขาเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ขาดรายได้ ทำให้ชาวมอแกน ซึ่งเป็นคนงานในบริษัทท่องเที่ยว ทำหน้าที่ขับเรือตกงานทั้งหมู่บ้าน

พร้อมทั้งประกาศให้ชาวโลกรู้ทั่วกันว่า พวกเขาจะรวมตัวกันฟ้องศาล กับสิ่งที่กรมอุทยานกระทำต่อพวกเขาทำให้เดือดร้อนแสนสาหัส
ชาวมอแกน ออกมาร้องไห้ผ่านสื่อว่าพวกเขาตกงานทั้งหมู่บ้าน เพราะไม่ได้รับส่งนักท่องเที่ยวอย่างที่เคยทำ
สื่อ หลายสื่อ เริ่มไขว้เขว เพราะเห็นน้ำตาของผู้ประกอบการ

ลืมไปดูสถิตนักท่องเที่ยวว่า ช่วงเวลา ตุลาคม ของปีที่แล้ว ปีที่แล้วโน้น และปีที่แล้ว โน้น โน้น นั้นปริมาณนักท่องเที่ยว ที่ไปเที่ยวเกาะสิมิลัน ไม่เคยเกินวันละ 3,000 คน ซึ่ง กรมอุทยานฯไม่ได้ห้ามให้ไปเที่ยวเกาะสิมิลัน แต่แค่จำกัดปริมาณ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทุกอย่างได้

อะไร คือ ตกงานทั้งหมู่บ้าน
อะไรคือทำให้บริษัทขาดทุน

อะไรคือการขู่จะฟ้องร้อง ต่อการทำหน้าที่ปกป้องทรัพยากร ของเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบ
เพิ่งจะประกาศจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวแค่ 3 วันเอง ขาดทุนกันแล้วอย่างนั้นหรือ

ไหนบอกว่า รักธรรมชาติ ต้องการให้ธรรมชาติอยู่กับเราไปนานๆไง
ภาพข่าว การประท้วง ที่มีเหตุผลเบาบาง เผยแพร่ไปทั่วโลก
พร้อมกับคำถาม ถามกลับคนไทยทั้งประเทศว่า พวกคุณรักสิ่งแวดล้อมกันจริงๆหรือ