เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุม เรื่อง “ทิศทางการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในอนาคต” ซึ่งจัดโดยแพทยสภา สืบเนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12498/2558 ว่า คำตัดสินของศาลเป็นสิ่งที่ สธ.ต้องดำเนินการตาม เพราะประเทศต้องดำรงอยู่ได้ด้วยการรักษากฎหมาย แต่จะต้องหาแนวทางป้องกัน แก้ไขไม่ให้เหตุเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำให้แพทย์เกิดความหวั่นไหว เสียกำลังใจ ไม่กล้าที่จะกระทำการรักษาบางอย่าง ทำให้มาตรฐานการรักษาลดลงในอนาคต ท้ายที่สุดผลกระทบจะตกสู่ประชาชน ดังนั้น ต้องทำให้แพทย์มีความมั่นใจในการดูแลรักษาประชาชนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี
“ปัจจุบันสธ.มีศูนย์สันติวิธีที่ทำหน้าที่ในการเสนอกระบวนการดูแลแพทย์และคนไข้ก่อนเรื่องจะกลายเป็นคดี แต่การทำงานจะต้องไม่เป็นแบบทฤษฎีเท่านั้น จะต้องเน้นงานเชิงปฏิบัติมากขึ้น ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากดูสัดส่วนประชาชนที่รพ.รัฐให้การดูแลรักษาพยาบาลราว 40-50 ล้านคน ถือว่าคดีฟ้องร้องทางการแพทย์เกิดขึ้นน้อยมาก และอยากให้เชื่อว่าหมอก็คือหมอที่เข้ามาทำอาชีพนี้เพื่อหวังดูแลประชาชน มีเพียงแค่ไม่ถึง 1 %เท่านั้นที่ทำธุรกิจ จึงไม่ควรทำให้เกิดความขัดแย้งของแพทย์กับคนไข้ ต้องให้แพทย์มีกำลังใจในการทำงาน ก็จะทำให้ประชาชนได้รับการรักษาที่มีมาตรฐาน ไม่ได้ต้องการปกป้องแพทย์ แต่ปกป้องประชาชน เพราะหากแพทย์ไม่มีกำลังใจ ก็จะส่งผลต่อการดูแลประชาชน” นพ.ปิยะสกลกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในวงการแพทย์ว่าไม่ควรนำกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคมาใช้ในคดีทางการแพทย์ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ตนได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีนพ.เสรี ตู้จินดา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ สธ.เป็นประธาน และจะเชิญผู้แทนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายกฎหมายของสธ. ศาลยุติธรรม แพทยสภา และผู้บริโภคมาร่วมกันหารือว่าตามหลักเหตุผลและความเป็นจริง คดีทางการแพทย์สามารถเป็นคดีผู้บริโภคได้หรือไม่


