ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง นายสุรพศ วงษ์ชีพ อายุ 43 ผู้ต้องหาปลอมเป็นอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาพนักงานสอบสวน กก.1บก.ป. ได้นำตัวนายสุรพศไปส่งอัยการสำนักงานคดีศาลเเขวงยื่นฟ้องด้วยวาจาต่อศาลเเขวงพระนครเหนือ ในข้อหาฉ้อโกง, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเเละความผิดตาม พ.ร.บ.ชุดครุย ของจุฬาฯ จากกรณีที่ได้ใส่ชุดครุยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยไม่มีสิทธิ
โดยศาลพิจารณาคำฟ้องด้วยวาจาประกอบคำรับสารภาพเเล้วเห็นว่า ควรสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะก่อนนัดฟังคำพิพากษาต่อไปในวันที่ 4 ธันวาคมนี้
โดยหลังจากที่ศาลมีคำสั่งเเล้วนายสุรพศ จำเลย ไม่ได้ยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวในชั้นผัดฟ้องฝากขัง หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงควบคุมตัวนายสุรพศไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 มาตรา 14(1) บัญญัติไว้ว่าผู้ใดกระทำความผิดโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เเต่ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้ทำให้คดีดังกล่าวจึงเข้าสู่การพิจารณาของศาลเเขวงได้ ส่วนที่ศาลสั่งให้มีการสืบเสาะก่อนมีคำพิพากษาโดยสั่งให้สำนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะนั้น ทางสำนักงานคุมประพฤติจะทำการสืบเสาะว่าจำเลยที่ให้การรับสารภาพถึง ประวัติการกระทำผิด พฤติการณ์กระทำผิด อายุ อาชีพ รวมถึงการเยียวยาผู้เสียหายนำมาเพื่อให้ศาลพิจารณาประกอบคำวินิจฉัยในการเขียนคำพิพากษาต่อไป

