วอดกลางดึกห้องสำคัญกองพลาธิการ ตร. เร่งสอบสาเหตุไฟลัดวงจร หรือ วางเพลิง!!

26.10.18 | 12:32 น.

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เปิดเผยว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคาร 1 ชั้น 2 กองพลาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง  ถนนเศรษฐศิริ ท้องที่สน.ดุสิต โดยได้รับรายงานจาก สน.ดุสิต ว่าเมื่อกลางดึกที่ผ่านมาเวลาประมาณ 00.30 น. วันที่ 26 ตุลาคม ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อาคารในกองพลาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง ตร. พนักงานสอบสวน พร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยเหตุเพลิงไหม้เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม เวลาประมาณ 23.00 น. บริเวณตัวอาคาร 1 ชั้นที่ 2 เป็นห้องเซิร์ฟเวอร์ ของกองพลาธิการ  ตำรวจที่พบเหตุได้ช่วยกันนำถังดับเพลิงชนิดเคมีฉีดระงับเพลิงไว้ และแจ้ง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้ามาดับไฟ และต่อมาสามารถทำการระงับเพลิงไม่ให้ลุกลามได้ จากนั้นพนักงานสอบสวน พร้อม เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้มาตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำการถ่ายภาพที่เกิดเหตุ ทำแผนที่เกิดเหตุและซักถามพยานที่เห็นเหตุการณ์ในเบื้องต้นพร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องไปบ้างแล้ว


“เบื้องต้นพบว่า ทรัพย์สินที่เสียหาย เป็นอุปกรณ์เซิฟเวอร์ อุปกรณ์ระบบกล้อวงจรปิด  ระบบโทรศัพท์ภายในห้องเกิดเหตุ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินมูลค่าความเสียหาย อีกทั้งไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยสาเหตุเพลิงไหม้ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร สำหรับผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุคงต้องให้เวลากับเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ ว่าต้นเพลิงมาจากที่ใด อย่างไร หรือมีผู้ทำให้เกิดเหตุครั้งนี้หรือไม่” รองโฆษกตร.กล่าว

รองโฆษก ตร.กล่าวว่า สาเหตุในการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ ต้องรอผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุ จากร้องพิสูจน์หลักฐานก่อน ซึ่งพนักงานสอบสวนจะได้สอบพยาน และหาพยานหลักฐานอื่นประกอบเพื่อสรุปสาเหตุเพลิงไหม้ ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ ทั้งที่พักอาศัยของประชาชน หรืออาคารของราชการต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระงับเหตุเพลิงไหม้ พร้อมอพยคน ด้วยความรวดเร็ว และปลอดภัย โดยเฉพาะในสถานที่ราชการของ ตร. ให้มีมาตรการปัองกันรักษาสถานที่อย่างเคร่งครัด ในการจัดเวรยามรักษาความปลอดภัย ให้ผู้บังคับบัญชาควบคุม ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวอีกเพราะการเกิดเหตุการณ์แต่ละครั้ง ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้จะได้เร่งรัดผลการสอบสวนต่อไป