“ชำนาญ” รับผลถูกถอดถอนพ้นก.ต. เซ็งระเบียบไม่มีการไต่สวนเหมือนจริยธรรมนักการเมือง คิดบวกเป็นอิสระพ้นภารกิจหนัก ย้ำความปลอดภัยคดีครอบครัวเรื่องสำคัญ
เมื่อเวลา 16.45 น. วันที่ 26 ตุลาคม นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกาและกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ให้สัมภาษณ์ถึงผลการลงมติถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่ง ก.ต.ที่มีผลตั้งแต่วันนี้ ว่า มติถอดถอนให้พ้นจาก ก.ต.ชั้นฎีกาวันนี้ ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนในตำแหน่งประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกาที่จะต้องพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งตนก็จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ต่อไปจนครบอายุราชการ 65 ปี คือเดือน กันยายน 2562 ส่วนต่อไปจะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิพากษาอาวุโสหรือไม่ ตนเห็นว่ายังเป็นเรื่องไกลไป ขณะที่วันนี้ก็มีกลุ่มเพื่อนผู้พิพากษาที่ติดตามและโทรมาให้กำลังใจอยู่ด้วย ส่วนครอบครัวของตน ที่ผ่านมาเราก็ให้กำลังใจกัน ส่วนตัวขอยืนยันว่าไม่มีอะไร ยังรู้สึกเหมือนเดิม ยังเป็นนายชำนาญคนเดิม โดยส่วนต่อไปก็คือการรอพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เป็นจริงในส่วนที่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลต่างๆ ไว้ตามกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาต้องบอกว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ยังไม่ได้ปรากฏหรือเป็นที่ยุติออกมา
กระบวนการถอดถอนมิได้มีการไต่สวน มีแต่เพียงกระบวนการที่ให้ส่งคำชี้แจงเป็นเอกสารปิดประกาศให้กับผู้พิพากษาทั่วประเทศได้รับทราบ ซึ่งระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการเข้าชื่อและการลงมติเพื่อถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2544 ก็มิได้กำหนดขั้นตอนให้มีการไต่สวน ต่างกับระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ.2561 (บังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ) ซึ่งเป็นระเบียบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่ออกมาเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกำหนดวิธีการขั้นตอนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยการไต่สวนไว้อย่างละเอียด
ซึ่งตนก็เห็นว่าระเบียบดังกล่าวนักการเมืองยังมีโอกาสมากกว่า ก.ต.เสียอีก ที่จะได้นำข้อเท็จจริงมาชี้แจงและมีการไต่สวน โดยระหว่างที่มีการพิจารณาจะออกระเบียบที่ประชุมใหญ่นั้น ตนก็ได้นั่งร่วมประชุมอยู่ด้วย ในใจก็ยังนึกว่าเป็นระเบียบที่กำหนดกระบวนการไว้อย่างละเอียด ส่วนข้อกล่าวหาของตนก็มีเพียงกระบวนการติดคำชี้แจงไว้ที่บริเวณศาลให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศได้อ่าน ซึ่งข้อเท็จจริงยังมีปัญหาว่าผู้พิพากษาทั้งหมดที่มีสิทธิลงคะแนนจะได้อ่านและยืนอ่านคำชี้แจงของตนทั้งหมดหรือไม่ โดยตนเห็นว่ายังโชคดีที่ระหว่างกระบวนการ สื่อมวลชนก็ได้นำเสนอคำชี้แจงผ่านสื่อให้ผู้พิพากษาทั่วไปและประชาชนได้รับทราบด้วย เรียกว่าตนได้ทำเต็มที่ทุกช่องทางตามที่ระเบียบของการถอดถอนได้กำหนดไว้ในขณะนี้อย่างดีแล้ว ที่ผ่านมาตนได้ยินว่ามีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคุยกันถึงกระบวนการถอดถอน ก.ต.ที่ยังงงอยู่เหมือนกันว่าไม่มีกระบวนการไต่สวนเหมือนข้อกล่าวหาต่อนักการเมือง
เมื่อถามถึงกรณีที่ประชุม ก.ต.มีมติเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชั้นต้นว่านายชำนาญจะได้กระทำการขัดต่อประมวลจริยธรรมผู้พิพากษาหรือไม่นั้น นายชำนาญ กล่าวว่า นี่แหละ ก็แสดงให้เห็นว่าข้อกล่าวหาของตนก็ยังไม่ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงให้ยุติ แต่กลับมีกระบวนการถอดถอนขึ้นมาก่อน ที่ผ่านมามีเพียงหนังสือแจ้งให้ทราบจาก ก.ต.เท่านั้นว่าให้ตั้งคณะกรรมการสอบฯ แต่กระบวนการอื่นๆ ที่จะมาสู่การชี้แจงยังไม่ได้ทำอะไรเลย
ขณะที่นายชำนาญยังได้กล่าวถึงความรู้สึกต่อกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ว่า ตำแหน่ง ก.ต.ถือว่าเป็นภารกิจหนึ่งที่ตนเคยถูกเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่ เมื่อมีมติถอดถอนแล้วก็ยอมรับ กระบวนการมีมาแล้วก็ให้ผ่านไป เพียงแต่อยากจะตั้งคำถามว่า กระบวนการที่ไม่ได้มีการไต่สวน มีเพียงการปิดประกาศคำชี้แจงนั้น ถือว่าเพียงพอเหมาะสมแล้วหรือไม่ ส่วนตัวที่ผ่านมาคิดว่าการทำหน้าที่ในฐานะ ก.ต.ก็เป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน เพราะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการดูแลให้ความเป็นธรรมผู้พิพากษา เมื่อวันนี้ต้องพ้นภารกิจนี้ที่หนักและเครียดอยู่เหมือนกันก็ไม่มีอะไร
“ผมรู้สึกโล่งใจ ไอ แอม ฟรี( I’m free.) ที่ได้เป็นอิสระ จากนี้ไปผมก็จะดำเนินการในส่วนของผมแบบมาย เวย์(My Way)”นายชำนาญกล่าว
เมื่อถามว่าจะฝากสิ่งใดถึงผู้พิพากษาที่มีสิทธิลงมติในครั้งนี้หรือไม่ นายชำนาญ กล่าวว่า “ไม่มีอะไร ที่ผ่านมาสำหรับผม ความปลอดภัยคดีของครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยผมเห็นว่าสิ่งสำคัญของผู้พิพากษาคือต้องให้ความเป็นธรรม และสิ่งที่สำคัญของประชาชนคือต้องได้รับความเป็นธรรม”
นายชำนาญ ระบุต่อไปว่า เมื่อเกิดมาเรียนกฎหมายแล้วมาเป็นผู้พิพากษาแล้วไม่ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ก็ไม่รู้ว่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่งจะเกิดมาทำไม ที่ผ่านมามีประชาชนส่งจดหมายมาให้กำลังใจตนอยู่เหมือนกัน

