เสียงสะท้อนผู้ป่วย ‘โรคสะเก็ดเงิน’  อาการเรื้อรัง  ‘ไม่ติดต่อ’ หยุดตีตรา

29.10.18 | 10:00 น.

“โรคสะเก็ดเงิน..ไม่ใช่โรคติดต่อ” ประโยคสำคัญในการรณรงค์ “หยุดตีตรา ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน” ของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)  ที่ต้องการสร้างความเข้าใจแก่สังคมไทยให้มีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคดังกล่าว เพราะหลายคนยังเข้าใจว่าโรคนี้ เป็นโรคติดต่อ ทั้งที่ไม่ใช่..

ศุภชัย มโนการ หนึ่งในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ที่เข้ารับการรักษาจนอาการดีขึ้น แทบไม่แสดงอาการให้เห็นภายนอก เล่าว่า ในช่วงที่ออกทางผิวหนัง มีอาการคันมากๆ ตอนนั้นต้องใช้ยาทา  ซึ่งไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราเป็น ไม่อยากให้ใครรู้จริงๆ โดยขณะนั้นตนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 ก็ป่วยแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นสะเก็ดเงิน ตอนแรกนึกว่าเป็นผื่นธรรมดา จนไปหาหมอจึงทราบและรักษาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ใช่แค่ผิวหนังที่ผิดปกติ ข้อเข่าก็ปวดไปหมด กลางวันยังไม่มาก กลางคืนปวดมาก เดินไม่ได้ ต้องคลาน  แต่จากการรักษาอย่างต่อเนื่องก็ทำให้ดีขึ้น

“การใช้ชีวิตประจำวันที่ผ่านมาเราไม่ได้รู้สึกว่าต้องปลีกตัวออกจากสังคม เพราะเรารู้ว่าไม่ใช่โรคติดต่อ ทำให้ทำงานได้ปกติ แต่ก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจ ทำท่าหวาดกลัว  ซึ่งเราก็ไม่ได้โทษเขา เพราะถ้าเห็นลักษณะเป็นผื่นแดงเป็นแผ่นๆ มีหลุดลอกเป็นขุยๆอีก เป็นใครที่ยังไม่ทราบข้อมูลก็คงต้องกลัวกัน แต่ก็ต้องขอย้ำว่า โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ไม่ใช่โรคติดต่อ อย่ากลัวกันเลย สิ่งสำคัญจึงอยากฝากสังคม คนรอบข้าง ขอให้เข้าใจผู้ป่วย เขาป่วยก็ทรมานแล้ว อย่าตีตราเขาอีกเลย ”  ศุภชัย เล่าถึงอดีตที่ผ่านมา

สิรินธร จิระกูล อีกหนึ่งผู้ป่วย  เล่าให้ฟังว่า อาการของโรคเริ่มต้นด้วยมีจุดแดงๆบนผิวหนัง เธอจึงได้ไปพบแพทย์เพื่อรักษา แต่ไม่ได้รักษาอย่างต่อเนื่อง จากนั้น อาการก็กำเริบมากขึ้น จากเป็นจุดแดงๆ ก็พัฒนาเป็นผื่น จากปลายเท้าถึงต้นขาด้านบน จนถึงใบหน้า หนักที่สุดคือ ผื่นได้กลายเป็นปื้นแดงบนขาทั้งสองข้าง  เวลานอนลำบากมาก ขยับตัวไม่ได้ เพราะบางทีจะมีเลือดซึมติดผ้าห่ม   แต่ก็พยายามสู้ รักษาต่อเนื่องตลอด จนอาการดีขึ้นตามลำดับ

Advertisement

“ส่วนตัวถือว่าโชคดีที่คนรอบข้างในครอบครัว เพื่อนๆ ไม่ได้แสดงความรังเกียจ เพราะพวกเขามองว่า เราป่วยแล้วก็มีปัญหาอยู่แล้ว ต้องให้กำลังใจมากกกว่า นับว่าโชคดีมากที่เจอคนรอบข้างเข้าใจ และเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน  แต่อาจมีบ้างเวลาไปข้างนอก เจอคนรอบข้างมีสายตาที่แสดงความสงสัย ความไม่แน่ใจ และไม่กล้าเข้าใกล้เรา สิ่งที่อยากฝากคือ ขอให้ผู้ป่วยอย่าให้ความเป็นโรคมาหยุดเรา เราต้องตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง และอย่าไปยึดโยงคำพูด หรือการแสดงออกของคนอื่น เราจะได้มีความสุข” สิรินธร เล่าทิ้งท้าย

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  กล่าวถึงโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ว่า โรคมีหลายระยะ อย่างหากเป็นระยะรุนแรง จะมีผื่นตกสะเก็ด เหมือนเป็นแผลเต็มตัว สังคมหลายภาคส่วนไม่เข้าใจก็อาจตีตรา มองว่าเป็นโรคติดต่อ แสดงความรังเกียจ สิ่งเหล่านี้ก็จะก่อให้เกิดภาวะเครียดในตัวผู้ป่วยเอง อาการเจ็บป่วยก็จะแย่ลง ซึ่งพบว่าพยาธิสภาพขึ้นอยู่กับจิตใจผู้ป่วยด้วย ถึงแม้ผู้ป่วยจะมีความเข้าใจ รักษาตัวเองต่อเนื่องแล้ว แต่หากคนรอบข้างไม่เข้าใจ แสดงความรังเกียจก็ย่อมส่งผลต่อสภาพจิตใจและร่างกายของผู้ป่วย สุดท้ายอาจต้องไปกินยาลดความเครียด  ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนัก  อย่างไรก็ตาม โรคสะเก็ดเงินก็เหมือนโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คล้ายเบาหวาน ความดัน โดยยังไม่พบวิธีที่รักษาหายขาดได้ แต่ผู้ป่วยบางคนก็สามารถลดยา หรือเลิกยาได้ แต่เมื่อเกิดความเครียดก็อาจทำให้อาการกลับมาอีก

พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง อธิบายเพิ่มเติมว่า  โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่ง ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม และมีปัจจัยสภาะวะแวดล้อมกระตุ้นทำให้เกิดอาการ  มีข้อมูลพบว่า หากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคสะเก็ดเงิน ลูกมีโอกาสที่จะเป็นโรคมากกว่าคนทั่วไปสูงถึงร้อยละ 41 โดยโรคสะเก็ดเงินจะมีอาการที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต  ได้แก่ ผื่นแดง นูน ขอบเขตชัดเจน จะมีขุยสีขาวหรือเกล็ดสีเงินปกคลุมอยู่ บางรายเป็นตุ่มหนอง กระจายทั่วร่างกาย ใบหน้า หนังศีรษะ และมีเล็บผิดปกติร่วมด้วย ซึ่งผื่นอาจมีอาการคันและสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ป่วยขาดความมั่นใจในการดำเนินชีวิต  ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการข้ออักเสบ ผิดรูปร่วมด้วย และอาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ ได้ด้วย เช่น โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน เบาหวาน ไขมันสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น  ซึ่งโรคนี้เป็นกันมาก อย่างโดยทั่วไปจะพบได้ประมาณ 3-5% ของประชากร อย่างคนไทยมี 70 ล้านคน จะมีคนไทยเป็นอยู่ประมาณ 2-3 ล้านคน

โรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ด้วย 4 วิธี ได้แก่ 1.การรักษาโดยการใช้ยาทาภายนอก 2.การฉายแสง  3.การใช้ยารับประทาน และ4.ยาฉีด โดยแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสมของอาการผู้ป่วยแต่ละราย นอกจากนี้ การดูแลตนเองเบื้องต้น  ทั้งพักผ่อนให้เพียงพอ หากนอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอจะมีส่วนสัมพันธ์กับการกำเริบของโรคสะเก็ดเงินได้มากถึงร้อยละ 30-40   การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต และ ยารักษาโรคซึมเศร้า ซึ่งมีส่วนทำให้อาการของโรคสะเก็ดเงินกำเริบได้ ผู้ป่วยจึงควรแจ้งแพทย์ผู้รักษาให้ทราบทันทีหากมีการใช้ยาดังกล่าวร่วมด้วย

 “งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะแอลกอฮอล์ทำให้โรคกำเริบได้อย่างง่ายดาย   หลีกเลี่ยงแสงแดดที่ร้อนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวหนังอักเสบมากขึ้น จนมีผื่นสะเก็ดเงินเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมี การระคายเคืองต่างๆ   และขอเตือนผู้ป่วยที่หันไปรักษาสมุนไพรนั้น จริงๆ ก็มีหลายตำรับที่ใช้ได้ เพียงแต่ต้องถูกต้องตามหลักวิชาของแพทย์แผนไทยจริงๆ แต่ที่น่ากังวลคือ มีการผสมสารอื่นๆเข้าไป เพื่อให้เห็นผลเร็ว แต่จริงๆจะทำให้เกิดผลข้างเคียงของคนไข้ ถือว่าอันตรายมาก” พญ.มิ่งขวัญ กล่าว

ทั้งนี้ ในทุกวันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้เป็นวันสะเก็ดเงินโลก เพื่อกระตุ้นให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญ   และหยุดตีตราผู้ป่วย โดยสถาบันโรคผิวหนัง ได้ร่วมรณรงค์ และจัดทำ E-Book ชุด “ความรู้เรื่องโรคสะเก็ดเงิน” สำหรับแพทย์ที่ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางโรคผิวหนัง   รวมไปถึงประชาชนทั่วไปดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ที่ inderm.go.th หรือ Facebook สถาบันโรคผิวหนัง  อีกทั้ง ยังสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “สถาบันโรคผิวหนัง” ได้ฟรี สำหรับระบบปฏิบัติการ Android ที่ Google Play Store นอกจากมีข้อมูลโรคสะเก็ดเงิน ยังรวบรวมโรคทางผิวหนังต่างๆ อีกด้วย