เครือข่ายปชช. 4 ภาคขู่! ขีดเส้น 18 พ.ย. ยกเลิกแก้พ.ร.บ.สสส. ไม่ทำรวมพลบุกทำเนียบ!

29.10.18 | 12:59 น.
ยกเลิกแก้พ.ร.บ.สสส.

เครือข่ายประชาชนภาคใต้ ยื่นหนังสือถึง  “ปิยะสกล” ขอยุติแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สสส.  เหตุถูกจำกัดงบฯ    ต้องผ่าน ก.คลัง  ด้าน “หมอเสรี” เผยร่างกม.ยังไม่ประกาศใช้ อยู่ระหว่างวิเคราะห์ผลกระทบ

ยกเลิกแก้พ.ร.บ.สสส.-เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่  29 ตุลาคม  ที่สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  นายเจกะพันธ์   พรหมมงคล  ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน ภาคใต้ (ขสช.) นำตัวแทนเครือข่ายจาก 4 ภาค  กว่า 100 คน ยื่นหนังสือถึง นพ.ปิยะสกล  สกลสัตยาทร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เพื่อแสดงจุดยืนขอให้ยุติการแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544  เนื่องจากเครือข่ายมองว่ามีเจตนาลดทอนความเข้มแข็งของภาคประชาชน ที่ตื่นตัวลุกขึ้นมาช่วยภาครัฐในการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน  ซึ่งมีผู้แทนจากสำนักเลขาธิการรัฐมนตรีฯ มารับหนังสือแทน เนื่องจากรัฐมนตรีฯติดภารกิจการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) สัญจร

นายเจกะพันธ์  กล่าวว่า  จากการที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีบัญชาให้แก้ไขพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 มาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งขบวนการแก้ไขผ่านไป 19 มาตรา แต่ยังไม่จบ กลับพบว่ามีการแก้ไขอีก โดยกระทรวงการคลัง  กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมดำเนินการแก้ไขพ.ร.บ.ฉบับนี้อีก สวนทางกับโจทย์ความยั่งยืนตามดำริของนายกรัฐมนตรี  ด้วยการกำหนดให้มีการนำระบบราชการเข้ามาบริหารจัดการกองทุน สสส. ตลอดจนการจำกัดเพดานเงิน  โดยเร่งรีบให้มีการนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.และสภานิติบัญญัติ(สนช.)

“ที่น่าตกใจคือ มีการนำร่างพ.ร.บ.นี้แขวนในเว็บไซต์ของสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสอบถามความคิดเห็นผ่านออนไลน์ แต่กลับไม่มีการสอบถามภาคประชาชนจริงๆ อย่างเป็นทางการ จึงทำให้เห็นว่าต้องการจะยึด ตัดรากตัดต้นไม้ให้หมดสิ้น โดยเฉพาะการจำกัดงบประมาณ สสส.ให้เหลือ 4,000 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริงภาวะคุกคามทางสุขภาพมากมาย ทำแบบนี้เหมือนเป็นการตัดแขนตัดขา และยังให้ไปอยู่ในกองทุนหมุนเวียนของกระทรวงการคลัง โดยการทำงานอะไรก็ต้องผ่านกระทรวงการคลังหมด ซึ่งเป็นการดึงให้สสส.ไปอยู่ภายใต้ระบบราชการ ที่มีขั้นตอนการทำงานล่าช้า ทั้งๆที่สสส.มีกฎหมายเฉพาะของตนเอง ซึ่งระบุชัดว่า องค์กรอิสระที่มีกฎหมายของตัวเองไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้พ.ร.บ.ฯใดๆ อีกการทำเช่นนี้จึงเป็นเหมือนกันฮุบ สสส.ไป” นายเจกะพันธ์ กล่าว

นายเจกะพันธ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น เราขอให้มีการยกเลิกการร่างพ.ร.บ. สสส.เสีย หากแก้ไขแล้วไม่ก่อประโยชน์ อย่าทำ โดยจะให้เวลาถึงวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ หากไม่มีการเคลื่อนไหวหรือท่าทีว่าจะยกเลิก พวกเราทั้งประเทศจะรวมพลครั้งใหญ่มาเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาล นอกจากนี้ เครือข่ายฯทั้งสี่ภาคทั่วประเทศจะเคลื่อนไหวในพื้นที่ของตน โดยการยื่นเรื่องข้อเรียกร้องไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมในแต่ละจังหวัด เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่  30 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป     ซึ่งหากไม่มีความคืบหน้าในการยุติการแก้กฎหมายดังกล่าว ทางภาคีเครือข่ายทั้ง 4 ภาคจะมาพบนายกรัฐมนตรีปลายเดือนพฤศจิกายนนี้แน่นอน

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีเรื่องจำกัดวงเงิน เนื่องจากที่ผ่านมามองว่าการใช้งบฯของสสส.มากเกินไป และการให้งบฯอาจเอื้อประโยชน์พวกพ้องหรือไม่ นายเจกะพันธ์ กล่าวว่า   ก็ยอมรับว่าเมื่อปี 2559 มีประเด็นเรื่องประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องของผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ที่อาจจัดสรรงบให้องค์กรที่ตนเองอยู่ หรือที่รู้จัก แต่ขณะนั้นได้มีการดำเนินการแก้ไข เพื่อไม่ให้มีช่องว่างดังกล่าวแล้ว จนในที่สุดคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็ประกาศว่า การดำเนินงานของ สสส. โปร่งใส ซึ่งก็ต้องจบไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ครั้งนี้กลับมีการแก้ไขกฎหมายที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต จึงควรยกเลิกเสีย

ด้าน นายชูวิทย์ จันทรส  เลขานุการเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์  กล่าวว่า เดิมทีเคยเรียกร้องมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการแก้ไขร่างพ.ร.บ.สสส. ก็เงียบไป ไม่คิดว่าจะมีการเดินหน้าเรื่องนี้อีก โดยเฉพาะในมาตรา11 จำกัดวงเงิน 4,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 4,600 ล้านบาท และมาตรา 16 เรื่องการพิจารณาระเบียบ หรือเรื่องต่างๆ ที่บอร์ด สสส.พิจารณาแล้ว แต่จะอนุมัติหรือไม่ต้องผ่านกระทรวงการคลังก่อน ซึ่งเจตนาในการแก้กฎหมายแบบนี้ มีความชัดเจนว่า ต้องการยึดสสส.ให้อยู่ภายใต้ระบบราชการ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคมทางเครือข่ายจะเคลื่อนไหวต่อต้านเรื่องนี้ โดยจ.ชุมพรจะเริ่มในวันพรุ่งนี้( 30 ต.ค.) ด้วย

ด้าน นพ.เสรี ตู้จินดา  ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานจัดทำร่างพ.ร.บ.สสส. กล่าวว่า ในส่วนของการจัดทำร่างพ.ร.บ.ฯ ได้จัดทำเสร็จแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ผลกระทบ และประชาพิจารณ์ โดยมีข้อคิดเห็นอะไรก็เสนอมาได้ ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฯ ไม่ใช่ว่าจะประกาศใช้เลย ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน