เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 28 เมษายน 2559 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดตรัง นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช ผบก.ภ.จว.ตรัง นายสุวัฒน์ ทองหอม ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีและประวัติศาสตร์ และอดีต กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต.นาพละ อ.เมืองตรัง ผู้สูงอายุ เข้าให้ปากคำเกี่ยวกับการหายไปของพระพุทธสิงหิงค์ พระคู่บ้าน คู่เมือง ของจังหวัดตรัง เมื่อปี 2526 จากวัดหัวถนน ต.นาพละ อ.เมืองตรัง สร้างความสะเทือนใจแก่พุทธศาสนาชาวตรังเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้จากการหายไปของพระพุทธสิงหิงค์ หลายยุค หลายสมัย ได้พยายามทวงคืน หลังจากทราบว่า พระพุทธสิงหิงค์อยู่ในการครอบครองของอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยคนหนึ่ง แต่เมื่อเอาจริงเอาจัง กลับเรื่องเงียบหาย แม้แต่ช่วงที่คุณชาญยุทธ อดีตประธานสภาจังหวัดตรัง ปี 2552 บอกว่าไปรู้จักกับทนายความคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับลูกชายบ้านที่กล่าวถึง บอกว่าได้เห็นพระแล้ว และได้นำมาเสนอกับท่านผู้ว่าฯ แล้วท่านได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งตนเองนั้นได้เข้าทีหลัง ตนเองได้ถามคุณชาญยุทธว่าได้เห็นพระจริงหรือเปล่า เห็นจริงมั๊ย แล้วคุณชาญยุทธกับเพื่อนทนายความคนนั้นเคยเห็นพระองค์จริงหรือเปล่า ตนเองถามรูปลักษณะทุกอย่าง แต่คำตอบที่ได้มาไม่เป็นเรื่องเป็นราว เรื่องก็เงียบหายไปในที่สุด
ในขณะที่อดีตกำนัน ต.นาพละ ซึ่งดำรงตำแหน่งก่อนที่พระจะหายบอกว่า ได้อัญเชิญมารดน้ำ และมีข่าวลือตลอดว่าระวังพระจะหาย มีข่าวลือมาเป็นปีว่าจะมีคนมาขโมยพระ จากนั้นท่านผู้ว่าฯ ก็ได้ไปบอกกับชาวบ้านว่าจะนิมนต์พระพุทธสิหิงค์มาไว้ที่ศาลากลาง เอามาไว้ประมาณ 15 วัน แต่ชาวบ้านไม่ยอมให้เอามาไว้ได้มาเอากลับคืนไป ซึ่งสมัยนั้นท่านผู้ว่าฯเป็นลูกน้องของปลัดกระทรวง ซึ่งปลัดกระทรวงคนดังกล่าว ชอบสะสมของเก่าโดยเฉพาะพระเครื่องเป็นอย่างมาก ก็เลยคาดการณ์กันว่าที่ผู้ว่าฯ ต้องการให้เอาพระมาไว้เพื่อจะเอาไปให้ปลัดกระทรวงเพื่อตอบแทนบุญคุณเท่านั้น
ลำดับต่อมาเมื่อพระพุทธสิงหิงค์หายก็คาดว่าไปอยู่ที่ปลัดกระทรวงคนดังกล่าวจริง หลังจากนั้นพระก็หายจริง ๆ ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งบอกว่า วันที่พระหายมีรถแวนสีขาวเข้าไปในวัดพร้อมกับผู้ชาย 2-3 คน เข้าไปทำอะไรไม่ทราบ ซึ่งขณะนั้นหลวงเหงียบอยู่คนเดียว แต่ไม่ได้มีใครสนใจ ต่อมามีงานฌาปนกิจศพ ตามธรรมเนียมต้องไปนิมนต์พระองค์นี้มาเป็นประธาน หลวงเหงียบบอกว่าพระหายไปแล้ว โดยชี้ให้เห็นดูว่ามีกระดานกุฏิแผ่นหนึ่งโดนงัด ซึ่งแผ่นที่โดนงัดสูงประมาณหน้าอก โดยธรรมชาติถ้าดูแล้วโจรคงไม่งัดแผ่นนั้นเพราะต้องปีนอีกทีหนึ่ง แต่ถ้างัดแผ่นใกล้ ๆ ลอดได้ เหมือนมีเงื่อนงำบางเรื่อง นี่คือข้อมูลที่ตนได้มา
ด้าน พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช ผบก.ภ.จว.ตรัง กล่าวว่า สำหรับรูปคดีและข้อมูลทางกฎหมายน่าจะมีช่องทางที่ไปได้ ในส่วนของจริงต้องขึ้นอยู่กับท่านผู้ว่าฯและคณะสอบสวนในวันนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร ที่สำคัญเรื่องนี้เกิดขึ้นหลายปีแล้ว จะต้องหาบุคลที่สามารถชี้รูปพรรณของพระพุทธสิงหิงค์ได้ว่ามีลักษณะอย่างไร การที่จะขอคืน ในรูปแบบใดก็ตาม จะต้องยืนยันได้ว่า เป็นองค์จริงหรือไม่ ดังนั้นในวันนี้จะต้องมีข้อมูลของพระพุทธสิงหิงค์ ว่ามีลักษณะอย่างไรเพื่อจะได้พระที่เป็นองค์จริง
ขณะที่นายกัมปนาท อินทร์ทองมาก ประธานชมรมพระเครื่อง ต้องการให้เป็นวาระของจังหวัดออกไปสู่ประเทศว่าเราต้องการคืน แล้วเอารูปติดตั้งหรือทำข่าวกระจายออกไปให้มากที่สุด ตนเองคิดว่าคนที่เอาไปครอบครองคงสงสารที่จะคืนให้ ตนเองไม่ได้มองที่อายุความ แต่มองว่าจะสร้างกระแสอย่างไร
สุดท้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ได้กล่าวสรุปว่าถือว่าข้อหานี้รับของโจร ต่อไปนี้ต้องประกาศว่าข้อหานี้หมดอายุความ เพราะได้แจ้งความไว้กว่า 20 ปีแล้ว ต่อไปนี้ใครครอบครอบพระนี้มันไม่มีความผิดในเรื่องรับของโจร ดังนั้นเราต้องยืนยันแสดงให้เขาเห็นว่าคนตรังอยากได้คืน เราก็ออกไปประกาศบอกกันตรง ๆ ว่าเราไม่รู้เบาะแสว่าตอนนี้อยู่ที่ใคร เพราะที่เคยอ้างเบาะแสมันเลื่อนลอยทั้งนั้น แต่ต่อไปนี้เราจะประกาศให้รู้กันทั่วไปเลยว่าถ้าผู้ใดครอบครองพระลักษณะแบบนี้ของให้มอบให้ตรังเถอะ ซึ่งมองว่ามีทางเดียว แต่ในเรื่องการสอบสวนไม่ผิดเผื่อว่าท่านนายกฯทราบแล้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบแล้วท่านอาจจะสืบสวนต่าง ๆ มีความสามารถพิเศษเจาะข้อมูลออกมาก็สุดแล้วแต่ แต่ด้วยปัญญาของคนตรังที่นั่งอยู่นะที่นี้มีปัญญาแค่นี้ ซึ่งคนตรังทำได้อย่างเดียว ณ ตอนนี้คือเรียกร้อง
นอกจากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ยังกล่าวว่า จากนี้ไปทุกวันพระ ขอให้ชาวบ้าน และผู้ที่ศรัทธาต่อพระพุทธสิงหิงค์ ต้องสวดมนต์ นั่งสมาธิ เพื่ออธิษฐานขอให้ชาวตรังได้พระพุทธสิงหิงค์กลับคืนมา เป็นพระคู่บ้าน คู่เมือง ซึ่งว่าเมื่อได้คืนพระพุทธสิงหิงค์กลับสู่เมืองตรัง โดยเฉพาะที่วัดหัวถนน ต.นาพละ อ.เมืองตรัง จะทำให้วัดดังกล่าวเจริญรุ่งเรื่องตามที่มีการบอกเล่าของชาวบ้านเมื่อในอดีต แต่หลังจากพระพุทธสิงหิงค์หายไป หลายปีต่อมาวัดก็ร้าง ไม่มีพระจำพรรษา ชาวบ้านมีความแตกแยกดังกล่าว

