ม.รังสิตดัน ‘สเปรย์กัญชา’ หลังปลดล็อกกฎหมาย เผยวิจัยเบื้องต้นพบยับยั้งเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี

2.11.18 | 10:20 น.
สเปรย์กัญชา
แฟ้มภาพ

หลังจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เตรียมยื่นข้อเสนอยกระดับสารสกัดกัญชา เป็นยาเสพติดประเภท 2 จากประเภท 5 ซึ่งจะทำให้สารสกัดกัญชาใช้ทางการแพทย์ได้ โดยจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ และเสนอต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนาม แม้ขณะนี้จะมีการท้วงติงจาก นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าเป็นห่วงที่เกณฑ์การขึ้นทะเบียนเป็นยาของ อย.จะทำให้เกิดอุปสรรคและยากจนไม่สามารถทำได้จริง และยังปิดกั้นไม่ให้แพทย์แผนไทยที่มีตำรับยามากมายไม่เข้าข่ายนั้น

สเปรย์กัญชา-เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ผศ.ภก.ธนภัทร ทรงศักดิ์ คณบดีวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการปลดล็อกกัญชาว่า มหาวิทยาลัยรังสิตมีการขออนุญาตนำกัญชา มาใช้ศึกษาวิจัยทางการแพทย์อย่างถูกต้อง และที่ผ่านมาก็มีการวิจัย จนสามารถพัฒนาสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปาก จากสารสกัดกัญชา ทั้งนี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วย โดยเน้นที่การบำบัดรักษาอาการปวดปลายประสาทในโรคปลอกประสาทอักเสบ และอาการปวดจากโรคมะเร็ง ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด  เป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอการปลดล็อกกัญชา นักวิจัยของมหาวิทยาลัยรังสิตก็จะมีการแบ่งงานกันศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการต่อไป เนื่องจากผู้ป่วยที่สามารถใช้ประโยชน์จากกัญชาไม่สามารถรอได้ โดยในการการเริ่มนำกัญชามาทำการวิจัยเพื่อใช้ในทางการแพทย์นั้น เกิดจากนโยบายของ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ที่เห็นว่าในอดีตมีการใช้กัญชาทางการแพทย์

ผศ.ภก.ธนภัทรกล่าวต่อว่า นอกจากการทำสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากแล้ว คณะเภสัชศาสตร์ได้ทำการศึกษาวิจัยผลของสาร THC จากกัญชาต่อเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดีในหลอดทดลอง ผลการวิจัยสรุปว่า สาร THC มีฤทธิ์ลดการเจริญเติมโตและลดการลุกลามของเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดี ซึ่งใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาฤทธิ์ของสาร THC ต่อการยับยั้ง มะเร็งทางเดินน้ำดีในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ต่อไป การวิจัยนี้ได้เผยแพร่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ เมื่อปี ค.ศ.2009 จึงได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อศึกษาฤทธิ์และการพัฒนาตำรับของสาร  THC จากกัญชาต่อไป

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) และประธานคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กล่าวถึงการปลดล็อกกัญชาทางการแพทย์ที่ยังมีข้อเห็นต่างในรายละเอียด โดยเฉพาะหลักเกณฑ์เงื่อนไขการใช้ต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อแพทย์แผนไทย หรือการขึ้นทะเบียนยารักษาจากกัญชาว่า ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ต้องค่อยๆ ทยอยปลดล็อก จะปลดล็อกแบบเปิดอิสระแต่แรกเลยก็อาจเกิดปัญหา และจะดึงกลับมาก็ยากแล้ว จึงมองว่าค่อยๆ ปลดไปทีละขั้นตอนจะดีกว่า อย่างการยกระดับสารสกัดกัญชาจากยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เป็นประเภท 2 ทางแพทย์แผนไทยก็อาจต้องใจเย็นก่อน เมื่อกฎหมายของทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมาก็ค่อยคลายอีกขั้น ทุกอย่างก็จะเดินหน้าไป

แฟ้มภาพ อภ.รับของกลางกัญชา

นพ.โสภณกล่าวว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องอาจมีปัญหาหรือติดขัดเรื่องการขึ้นทะเบียนยาจากกัญชานั้น ทาง อภ.มั่นใจว่าสามารถผลิตและขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ เพราะเป็นการผลิตยาจากพืชสมุนไพร ซึ่ง อภ.ก็สามารถขึ้นทะเบียนแอนตีออกซ์ ที่ทำมาจากขมิ้นชันมาแล้ว ก็สามารถทำได้ จึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาในอนาคต เพราะก็มั่นใจในคุณภาพของการผลิตเช่นกัน สำหรับขั้นตอนการผลิตน้ำมันกัญชาของ อภ.นั้น เรามีการแบ่งเป็นขั้นตอน คือ 1.ขอกัญชาของกลางมาสกัด เพื่อให้ทราบสารสำคัญคือ THC และ CBD มีปริมาณเท่าไร อย่างไร มีการปนเปื้อนโลหะหนัก ยาฆ่าเชื้อรา ยาฆ่าแมลงหรือไม่ วิธีสกัดที่เหมาะสมเป็นอย่างไร

Advertisement

“ขณะนี้เราสกัดน้ำมันกัญชาได้แล้ว ก็ใช้การสกัดหลายๆ วิธี เพื่อดูว่าวิธีไหนดีและรวดเร็วที่สุด ส่วนสารที่ได้พบว่า จะได้สัดส่วนของสาร THC สูง สำหรับสาร CBD ที่ได้น้อยนั้น อาจจะขออนุญาต อย.นำเข้า หรือให้ อย.สั่งนำเข้ามาเพื่อผสมตามสัดส่วนที่จะใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ส่วนการปนเปื้อนนั้น ตอนนี้ได้ส่งวัตถุดิบล็อตเดียวกับที่สกัดน้ำมันกัญชาไปให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบ ซึ่งจะทราบผลในอีก 1 เดือน” นพ.โสภณกล่าว

นพ.โสภณกล่าวว่า 2.หากของกลางมีมาตรฐาน ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย จะทำการผลิตเพื่อใช้การศึกษาวิจัยและรักษาผู้ป่วย โดยมีแผนจะผลิตจำนวน 4,000 ขวด ใน ม.ค. 2562 และขอของกลางมาผลิตเพิ่มให้ได้เดือนละ 6 พันขวด ตั้งแต่ ก.พ.-เม.ย. 2562 เป็นการสกัดในห้องปฏิบัติการที่โรงงานพระราม 6  3.จะลงทุนปรับสถานที่และนำเข้าเครื่องสกัด เพื่อสกัดน้ำมันกัญชาในระดับกึ่งอุตสาหกรรมจากของกลางที่โรงงานรังสิต ตั้งแต่ พ.ค.2562 เป็นต้นไปให้ได้เดือนละ 6 หมื่นขวด   4.ปรับปรุงสถานที่ปลูกกัญชาและพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่ดี โดยจะพัฒนาสายพันธุ์ที่ให้สาร CBD สูงๆ ซึ่งทาง ผศ.วิเชียร กีรตินิจกาล อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญก็มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาขึ้นได้ โดยคาดว่าจะเริ่มปลูกได้ก่อนสิ้นปี 2562 เพื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันกัญชาและขึ้นทะเบียนยาให้ได้โดยเร็ว และ 5.วางแผนผลิตระดับอุตสาหกรรมที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี ที่ อภ.มีที่ดินจำนวน 1,500 ไร่

“สำหรับการปลูกกัญชาในระดับชาวบ้านนั้น มองว่าระยะแรกเช่นนี้ยังไม่ควรให้ชาวบ้านทั่วไปปลูก อาจจะยังต้องมีการคุมเข้มก่อน มิเช่นนั้นอาจรั่วไปยังคนอื่นได้ง่าย แต่อาจสนับสนุนให้ปลูกกัญชงแทน เพราะจะได้ทั้งสาร CBD และเส้นใยที่นำมาใช้ประโยชน์ แต่ต้องปลูกโดยให้มีสาร THC ไม่สูง ซึ่งขณะนี้ อย.ก็กำลังศึกษาอยู่” นพ.โสภณกล่าว