แวดวงหมอทวงถาม คสช. แก้กม.บัตรทองไม่สำเร็จ สงครามเย็นยังคงอยู่!

2.11.18 | 15:29 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในแวดวงสาธารณสุขมีการแชร์ข้อมูลจากเพจ Gossipสาสุขโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ.บัตรทอง  ซึ่งไม่สามารถทำสำเร็จในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  โดยระบุว่า แก้ พ.ร.บ.บัตรทอง กฎหมายใหญ่ ที่แก้ไม่สำเร็จยุค คสช.

เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือน ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะสลายตัว เพื่อเตรียมรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า   หลายกฎหมายที่ยังค้างท่อ ต้องรีบดันให้เสร็จในช่วงนี้  อย่างไรก็ตาม หลายกฎหมายที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ยังคงค้างอยู่ที่สำนักเลขาธิการ ครม.ไม่สามารถ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ได้ทัน

หนึ่งในนั้น ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. … ที่แม้จะรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้ว แต่คณะรัฐมนตรีก็เลือกที่จะยุติความขัดแย้ง ไม่ดันต่อให้ สนช. ผ่านกฎหมาย ในช่วงวาระสุดท้าย เพราะแม้ช่วงกลางปี 2560 จะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ. ก็จริง แต่ก็เกิดปรากฏการณ์ที่บรรดา “เอ็นจีโอ” สายสุขภาพ ล้มเวที ทั้งเวทีประชาพิจารณ์ภาคเหนือ ภาคอีสาน และที่ กทม.

นั่นทำให้ประเด็นร้อน ตามร่าง พ.ร.บ. ซึ่งเคยเป็นข้อขัดแย้ง ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังคงอยู่ต่อไป อย่างน้อยก็ 3 ประเด็น ได้แก่

1.การแยกเงินเดือนแพทย์ จากงบเหมาจ่ายรายหัว กลับไปให้กระทรวงสาธารณสุขบริหารเดิมกฎหมายหลักประกันสุขภาพ นำงบเหมาจ่ายรายหัว ส่งไปให้โรงพยาบาล ตามจำนวนประชากรที่รับผิดชอบด้วยหลักการ ที่ต้องการ “เกลี่ย” บุคลากรทางการแพทย์ ให้สมดุลกับจำนวนผู้ใช้สิทธิ์บัตรทองในพื้นที่ และการรวมเงินเดือน ซึ่งเป็นค่าแรงเข้าไป ทำให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ของการบริการสุขภาพ

Advertisement

หากเอาเงินเดือน กลับไปใส่ไว้ในกระทรวงหมอ ตามเดิม อาจเกิดปัญหา หมอไปกระจุกอยู่เฉพาะเขตเมือง หรือพื้นที่เกรดเอ เท่านั้น แต่พื้นที่ที่มีประชากรบัตรทองจำนวนมาก ขาดแคลนบุคลากร

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข เกิดรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ที่ต้องนำเงินเดือนแพทย์ ไปรวมในงบบัตรทอง ที่ควรจะใช้ในการบริการทางการแพทย์เท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังทำให้เกิดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ จนทำให้หลายโรงพยาบาลเกิดภาวะขาดทุน เพราะหมอ เยอะเกิน เช่น พื้นที่โรงพยาบาลใน จ.สิงห์บุรี เป็นต้น

ดูจะเป็นเรื่องเทคนิค แต่ก็กลายเป็นประเด็นที่ปลุกภาคประชาชนขึ้น เพราะหากนำงบกลับไปให้กระทรวงหมอบริหาร หลายพื้นที่จะได้เงินลดลงมาก เพราะจำนวนหมอ ไม่สัมพัทธ์กับจำนวนผู้ใช้สิทธิ์บัตรทอง

กลายเป็นเรื่องของการ “ล้มบัตรทอง” ไปเสียอย่างนั้น

2.แก้ไของค์ประกอบของกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดสปสช.) โดยปกติแล้ว บอร์ด สปสช. จะมีตัวแทนจากกลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1.หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง 2.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ 3.สภาวิชาชีพ 4.โรงพยาบาลรัฐ-เอกชน 5.เอ็นจีโอ และ 6.ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมี รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน

ที่ผ่านมา เวลาโหวตเลือกเลขาธิการ สปสช. บอร์ดฝั่ง “ตระกูล ส.” ซึ่งแฝงตัวในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ และเอ็นจีโอ มักจะมีเสียงชนะฝั่งข้าราชการ-สภาวิชาชีพ ไปปริ่มๆ เสมอ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแก้ไขกฎหมาย ได้ขอให้ยกระดับ “ปลัดกระทรวงสาธารณสุข” ในฐานะเจ้าของหน่วยบริการอันดับหนึ่ง เป็นรองประธานบอร์ด สปสช. และขอให้เพิ่มสัดส่วนของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวง เข้าไปในบอร์ดด้วย เพราะถือว่า เป็นเจ้าของโรงพยาบาลรายใหญ่ที่สุดในระบบหลักประกัน  อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชน ในฐานะผู้เสนอกฎหมายตั้งแต่ครั้งแรก และผู้ที่เสียงดังใน สปสช. ย่อมไม่ยอม ให้รัฐราชการ และให้โรงพยาบาล กลับมามีบทบาทในหน่วยงาน การเพิ่มสัดส่วนบอร์ด สปสช. จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เวทีประชาพิจารณ์ พ.ร.บ.บัตรทอง ล่มไม่เป็นท่า ในหลายจังหวัด

3.อำนาจการจัดซื้อยารวมระดับชาติ ที่ผ่านมา สปสช.ประสบปัญหาการจัดซื้อยา เพราะ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เห็นว่า ตามกฎหมาย สปสช. ไม่มีอำนาจการจัดซื้อยา กับองค์การเภสัชกรรม โดยใช้งบประมาณเหมาจ่ายรายหัว กระทรวงสาธารณสุข ยุค ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร จึงให้ รพ.ราชวิถี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ซื้อยาแทน แม้ว่า รพ.ราชวิถี จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับระบบหลักประกันสุขภาพ แต่เพื่อเลี่ยงเรื่องการใช้เงินผิดประเภท ก็ให้ รพ.ราชวิถี ทำหน้าที่ซื้อ และจัดส่งยาไปโรงพยาบาลต่างๆ แทน

ความมั่วในลักษณะนี้ ทำให้ภาคประชาชน อยากให้แก้กฎหมายให้ชัด เพื่อให้อำนาจ สปสช. จัดซื้อยาได้เอง
เพราะ 16 ปีที่ผ่านมา ได้สะท้อนชัดแล้วว่า การซื้อยาในล็อตใหญ่ๆ ทำให้สามารถต่อรองราคาได้ถูกกว่า ประหยัดงบประมาณได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ร่างกฎหมาย ยังคงยืนยันว่า ไม่ใช่หน้าที่ของ สปสช.

นี่ยังไม่นับรวม การกำหนดสเป๊กของผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สปสช. ที่ตามร่างเดิม ห้ามบุคคลที่เคยเป็น “คู่สัญญา” เข้าสรรหาเป็นเลขาธิการ ทำให้ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ชวดดำรงตำแหน่งมานักต่อนัก
และทำให้กระทรวงฯ หมดสิทธิ์ส่งคนของตัวเองเข้ามาเป็นเบอร์ 1 ในหน่วยงานนี้อีกด้วย

ทุกข้อ จึงมีน้ำหนักมากพอ ในการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชะลอการแก้ไขกฎหมาย สปสช. ออกไปก่อน หากไม่อยากกระทบกับคะแนนเสียง ที่อาจทำให้ถูกมองว่าล้มบัตรทอง

ส่วนสงครามเย็นระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. ในเรื่องการแย่งเงิน และแย่งอำนาจ ก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้กฎหมายฉบับนี้