หลายประเทศทั่วโลก ยอมรับว่าประเทศไทยมีศักยภาพต่อการเติบโตของ วิสาหกิจเริ่มต้น หรือสตาร์ตอัพ โดยที่ผ่านมาจำนวนของสตาร์ตอัพ และจำนวนเงินลงทุนได้เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับที่ดี แต่จำนวนของสตาร์ตอัพ ที่ประสบความสำเร็จสูงนั้นยังมีจำนวนไม่มาก
ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากอุปสรรคต่อการเติบโตสตาร์ตอัพในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไข พัฒนา หรือสนับสนุนในประเด็นต่างๆ โดยควรมีกฎหมายหรือพระราชบัญญัติเฉพาะที่ครอบคลุมประเด็น 7 มิติสำคัญ ดังต่อไปนี้

“รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศที่มีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางสตาร์ตอัพของโลก โดยวางตำแหน่งของประเทศไทย เป็นเวทีสำหรับสตาร์ตอัพจากทั่วโลกเพื่อเขาสู่ตลาดเอเชีย ต่อจากนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแรงกระเพื่อมหรือโมเมนตัมใหม่ในประเทศไทย”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้แทนวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ตอัพ จากสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ ประมาณ 400 คน ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) นำเข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน
วัตถุประสงค์การเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือให้รัฐบาลแก้ไข พัฒนาและสนับสนุนใน 7 ประเด็นสำคัญที่เป็นข้อติดขัดของสตาร์ตอัพ หรือการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย 1.ภาครัฐควรส่งเสริมให้การจัดตั้งและประกอบกิจการวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศเป็นไปอย่างสะดวก โดยควรมีการจัดตั้งหน่วยงานที่กำกับดูแลวิสาหกิจเริ่มต้นโดยเฉพาะการจัดตั้งหน่วยงานบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service: “OSS”) เพื่ออำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือในการจัดตั้งธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น ซึ่งหน่วยงานรูปแบบนี้จะลดระยะเวลาและความยุ่งยากในการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ รวมทั้งจัดให้มีระบบศูนย์กลางข้อมูลและการให้บริการต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องผ่านการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ
2.ภาครัฐควรให้การสนับสนุนทางการตลาดรวมไปถึงการขยายกิจการวิสาหกิจเริ่มต้นไปยังต่างประเทศ ทั้งตลาดภาครัฐ ตลาดภาคเอกชนและตลาดความร่วมมือระหว่างประเทศ 3.ภาครัฐควรให้การสนับสนุนเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะสูงต่อระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นในไทย โดยอาจสนับสนุนในรูปแบบของการให้งบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐเป็นค่าตอบแทนในการฝึกงานในวิสาหกิจเริ่มต้นหรือการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี
4.ภาครัฐควรสนับสนุนให้การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาโดยให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการศึกษาที่คิดค้นนวัตกรรมหรืออาจจัดตั้งกองทุนสำหรับสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงโดยจัดสรรงบประมาณไว้สำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ 5.ภาครัฐควรส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการระดมทุนของวิสาหกิจเริ่มต้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
6.ภาครัฐควรส่งเสริมให้มีการสร้างสังคมผู้ประกอบการโดยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีและความเป็นผู้ประกอบการรวมถึงสนับสนุนให้ผู้คนในทุกช่วงอายุให้สามารถเป็นผู้ประกอบการได้
และ 7.ภาครัฐควรให้การสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและการจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยควรให้มีกฎหมายที่เอื้ออำนวยให้เกิดการทดสอบและพัฒนานวัตกรรมและมีระบบโครงสร้างพื้นฐานของระบบนิเวศสตาร์ตอัพในภาพรวมระดับประเทศ อาทิ กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายบริษัทจำกัดและข้อจำกัดอื่นๆ เช่น ข้อจำกัดในเรื่องของการแปลงหนี้เป็นทุน การเสนอขายหุ้นให้แก่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้ถือหุ้นเดิม เป็นต้น ทั้งยังควรจัดให้มีศูนย์สตาร์ตอัพ แห่งชาติเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อให้ข้อมูลและบริการภายในระบบนิเวศของสตาร์ตอัพ โดยข้อเสนอแนะที่มีต่อภาครัฐ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัพ ในประเทศไทยในปี 2563 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพื่อเป็นประเทศสตาร์ตอัพ
พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวกับผู้แทนสตาร์ตอัพว่า รัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศสตาร์ตอัพ เป็นประเทศที่คิด ทำงานและเคลื่อนไหวแบบสตาร์ตอัพและต้องการดึงดูดนักวิจัยใหม่ๆ และผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทย เพื่อเป็นเป้าหมายดึงดูดนักลงทุนและสตาร์ตอัพจากทั่วโลกเข้ามาขยายความร่วมมือ ร่วมลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเป็นประเทศแห่งสตาร์ตอัพ

“เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม โดยสิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น การพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อเปิดกาศให้สตาร์ตอัพได้เข้ามาส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและสิ่งที่กำลังจะทำต่อไปคือแผนการผลักดันสตาร์ตอัพไทยระยะที่ 2 (ปี 2562-2564) โดยมียุทธศาสตร์ 3 ไอ คือ Inovation สนับสนุนให้สตาร์ตอัพพัฒนา นวัตกรรมที่มีระดับการใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและมีรูปแบบธุรกิจที่ให้บริการมากขึ้น Investment ดึงดูดให้มีการลงทุนในสตาร์ตอัพไทยที่มีขนาดการลงทุนสูงขึ้น และ Interationalization ทำให้สตาร์ตอัพไทยมีความเป็นสากลมากขึ้นโดยการขยายความร่วมมือไปยังหลากหลายประเทศมากขึ้น” นายกรัฐมนตรีระบุ
พล.อ.ประยุทธ์ บอกด้วยว่า เวลานี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สตาร์ตอัพ เพื่อให้เกิดทิศทางและการแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบในเรื่องสตาร์ตอัพที่ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอคณะรัฐมนตรี
“พวกเราคือเหล่านักรบเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในทุกพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศแห่งสตาร์ตอัพ ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า พลังของพวกเราที่เป็นพลังของสตาร์ตอัพ จะถูกใช้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศจากนี้ไป” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
วันนี้หลายประเทศได้ออกกฎหมาย รวมถึงนโยบายช่วยเหลือและส่งเสริมสตาร์ตอัพ ด้วยเล็งเห็นว่าธุรกิจรูปแบบนี้จะนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางนวัตกรรมให้แก่ประเทศของตนและมีบทบาทในระดับโลก การสนับสนุนต่างๆ ของแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันไปตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของประเทศนั้นๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมแก่ประเทศของตนมากที่สุด
สำหรับประเทศไทยนั้นมีการวางรากฐานทางกฎหมายต่างๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะนำไปสู่การแบ่งเบาอุปสรรคอื่นๆ อีกมากมาย
คำร้องขอทั้ง 7 ข้อ ไม่น่าจะยากเย็นอะไร หาก พล.อ.ประยุทธ์จะสั่งดำเนินการ…

