เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีประชาชนบางส่วนมีการสกัดน้ำมันกัญชา จนกังวลว่าหากปลดล็อกกฎหมายจะเกิดความเข้าใจผิดว่าสกัดได้หรือไม่ ว่า เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนก่อนว่า กัญชา ยังอยู่เป็นยาเสพติดประเภท 5 อยู่ หากมีไว้ในครอบครองถือว่าผิดกฎหมาย และการที่ประชาชนบางส่วนที่มีความต้องการใช้สารสกัด หรือ น้ำมันกัญชา ดำเนินการสกัดเอง อันนี้ต้องระวัง เพราะอาจได้รับอันตรายได้ โดยการสกัดน้ำมันกัญชา มีด้วยกัน 28 กรรมวิธี ตามหลักแพทย์แผนไทย ทั้ง สกัดแบบน้ำ โดยการต้ม การบีบคั้น หรือ การใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์ กรณีการดอง เหมือนกับยาดองเหล้า และหากใช้กระบวนการทางเภสัชวิทยาก็มีอีกหลายวิธีที่สมัย และได้สารสำคัญต้องตามความต้องการ
นพ.ขวัญชัย กล่าวว่า ทุกวันนี้ มีการใช้กัญชาในระดับใต้ดิน บางคนเปิดยูทูปหรือ ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตทำก็มี แต่ต้องเข้าใจว่า การจะได้ประโยชน์จากกัญชา มีหลายปัจจัย ทั้งคุณภาพของสายพันธุ์กัญชา ความปลอดภัยจากสารพิษ ทั้ง ยาฆ่าแมลง และสารโลหะหนักที่อาจปะปน ต้องควบคุมตั้งแต่ระดับการปลูก ขณะที่การสกัดในกรณีใช้แอลกอฮอล์ในการสกัด หากใช้ ส่วนผสมไม่ถูกต้อง ระหว่างเอทานอล และเมทานอลในการสกัด ก็อาจทำให้ได้รับอันตราย โดยการใช้เมทานอลเป็นส่วนผสมในการสกัดกัญชา อาจได้รับผลข้างเคียงทำให้ตาบอด ตับและไตวาย การใช้เตาแก๊สในการสกัด ก็อาจไวไฟ เสี่ยงได้รับอันตราย การใช้โรงเรือนแบบปิด ก็ได้รับอันตรายจากการสูดดูม ไอระเหยของกัญชาที่ตลบอบอวน ทำให้เกิดอาการมึนเมาได้
“ส่วนการปรุงยาสนั่นไตรภพ ที่เป็น 1 ใน 4 ของตำรายาสมุนไพรที่มีส่วนผสมของกัญชาใช้ในการรักษาอาการท้องมานจาก มะเร็งตับนั้น เนื่องจากเป็น ตำรายายาที่อ้างอิงจากคัมภีร์โบราณทางองค์การอนามัยโลก กำหนดให้ในส่วนของยาที่มีภูมิปัญญาโบราณมีการบันทึกและใช้กันแพร่หลายในอดีต ไม่ต้องมีการวิจัยใหม่ ดังนั้น หากมีการปลดล็อคสารสกัดและน้ำมันกัญชา ก็สามารถปรุงยาสนั่นไตรภพได้ทันที โดยคาดว่า ยาในส่วนนี้จะนำมาใช้ในการประคับประคองผู้ป่วย ไม่ได้ใช้เพื่อรักษาให้หายขาด แต่บรรเทาอาการให้ดีขึ้น” นพ.ขวัญชัย กล่าว

