หน้าแรก ในประเทศ แฉประธานชมรมค...

แฉประธานชมรมคนพิการ ขู่ยายวัย 66 ถึงบ้านขอหักเงินเลี้ยงหลานพิการ อ้างเอาเข้าชมรม

3.11.18 | 20:06 น.

จากกรณีตัวแทนผู้ปกครองคนพิการใน จ.กาฬสินธุ์ ออกมาร้องเรียนเรื่องเงินค่าแรงผู้ดูแลคนพิการ ในโครงการจ้างเหมาบริการตามมาตรา 35 คนละ 1 แสนบาทต่อปี หรือเดือนละเกือบหมื่นบาท ถูกชมรมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา จ.กาฬสินธุ์ ยักยอก ด้วยวิธีให้เปิดบัญชีทำงาน จากนั้นเก็บบัตรเอทีเอ็มและสมุดบัญชีก่อนจ่ายให้รายเดือนแค่คนละ 2,000-4,000 บาท ขณะที่มีการโอนเงินเข้าจริงเกือบหมื่นบาท เชื่อมีขบวนการสูบเลือดคนพิการแฝงในระดับชมรมถึงระดับสูง เรียกร้องเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการตรวจสอบ (คลิกอ่าน ยายวัย66ปีตกใจ! เพิ่งรู้ถูกอมเงินเลี้ยงหลานพิการ 2ปี วงเงินกว่า 2 เเสน)

ขณะที่นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.กาฬสินธุ์ สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ โดยมอบหมายนายสนั่น พงษ์อักษร รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ กำกับดูแล ล่าสุด นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ เดินทางมาขอทราบผลการตรวจสอบจากทาง จ.กาฬสินธุ์ ขณะที่ผู้ดูแลคนพิการออกมาเปิดเผยโดยระบุว่าประธานชมรมและคณะกรรมการบางคนยังแสดงพฤติกรรมขอหักเงินเข้าชมรม กระทั่งผู้ปกครองคนพิการพากันเข้าแจ้งความร้องทุกข์


ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 ผู้สื่อข่าว ยังคงติดตามปัญหาข้อร้องเรียน ของผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา ที่ทำสัญญากับบริษัทเอกชน ตามโครงการจ้างเหมาบริการผู้เลี้ยงดูคนพิการ มาตรา 35 ซึ่งทาง จ.กาฬสินธุ์ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายใน เพื่อสรุปคำตอบภายในกรอบเวลา 10 วัน นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป หลังให้คำมั่นสัญญากับประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ และผู้รับสิทธิ์ตามมาตรา 35 ที่ร้องเรียนถึงสำนักนายกรัฐมนตรี
ขณะที่บรรยากาศภายรอบนอก มีความเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น

โดยผู้เสียหายที่ร้องเรียน 3 ราย ประกอบด้วยนางฐานิดา อนุอัน พี่เลี้ยง น.ส.อทิตยา อนุอัน อายุ 17 ปี ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.สหัสขันธ์ อ.สหัสขันธ์ นางไพรศรี เรือนพิศ พี่เลี้ยง ด.ช.ยศกร แพงสา อายุ 11ปี หลานชาย เข้าแจ้งความที่ สภ.หนองกุงศรี อ.หนองกุงศรี และล่าสุด นางราตรี คามุลทา พี่เลี้ยงนางสาวมาลา สาแม หลานสาวอายุ 15 ปี เข้าแจ้งความที่ สภ.ลำปาว อ.เมืองกาฬสินธุ์ โดยระบุถูกชมรมผู้ปกครองคนพิการ จ.กาฬสินธุ์ยักยอกเงินค่าจ้าง ทั้งถูกตามทวงเงินทางไลน์และขับรถมาข่มขู่ขอเงินส่วนต่างคืนถึงที่บ้าน

นางราตรี คามุลทา อายุ 66 กล่าวว่า ตนได้รับสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มคืนเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ไปร่วมประชุมไกล่เกลี่ยกับคณะกรรมการฯ ที่ศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ ต่อมาวันที่ 23 ตุลาคม เวลาประมาณ 12.00 น. ประธานชมรมและกรรมการชมรม 4 คน ได้ขับรถมาหาตนที่บ้าน พร้อมกับบอกว่า “ยายเงินเดือนเข้าบัญชีแล้วนะ 27,375 บาท ทางชมรมจะมาขอหักส่วนต่างคืน 8,000 บาทนะ”

Advertisement

นางราตรี กล่าวอีกว่า เมื่อรู้จุดประสงค์การมาอย่างนั้น ตนก็บอกว่าตอนนี้ไม่มีเงินเลย ประธานชมรมก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นจะพาไปถอนที่ตู้เอทีเอ็มนะ ยายเอาบัตรเอทีเอ็มมาจะพาไป ตนจึงตอบว่าตอนนี้บัตรเอทีเอ็มหาย สมุดบัญชีก็หาย คงไปด้วยไม่ได้หรอก กรรมการคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า “ถ้าอย่างนั้น จะพาไปทำสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็มใหม่” ตนบอกว่าไปด้วยไม่ได้ เพราะต้องดูแลหลานพิการ” แต่คณะกรรมการก็พยายามคะยั้นคะยอที่จะพาตนขึ้นรถไปด้วยให้ได้

“ตอนนั้นรู้สึกสับสนมาก จะตกใจก็ไม่ตกใจ จะกลัวก็ไม่กลัว คงจะเป็นเพราะได้รู้ความจริงแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในชมรมผู้ปกครองคนพิการฯ ที่ตนไปเข้าร่วม จึงยืนยันที่จะไม่ยอมขึ้นรถไป เพราะจริงๆแล้วสมุดและบัตรเอทีเอ็มไม่หาย จึงไม่อยากให้เขามาเบียดบังเงินค่าจ้างตามสิทธิ์ของตนอีก เมื่อตนไม่ยอมขึ้นรถไปด้วย ” นางราตรีกล่าว

อย่างไรก็ตาม จากพฤติกรรมของประธานชมรมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา จ.กาฬสินธุ์ และคณะกรรมการบางคน ทั้งการแช็ทไลน์และขับรถมาตามทวงเงินส่วนต่างถึงบ้านผู้ปกครองคนพิการ ตามมาตรา 35 ดังกล่าว เป็นประเด็นที่น่าสงสัยในสังคมเป็นอย่างมาก เพราะทั้งๆที่มีปัญหาการร้องเรียน และปัจจุบันอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการระดับจังหวัด แต่ยังไม่หยุดการกระทำที่เรียกว่า “หักหัวคิว” ยังตามทวงเงินกับผู้ดูแลคนพิการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐและกฎหมาย ดังนั้นผู้ปกครองคนพิการจึงเรียกร้องให้คณะกรรมการตรวจสอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเอาผิดและปราบปรามกลุ่มบุคคลที่แฝงหาผลประโยชน์กับคนพิการอย่างจริงจังและเด็ดขาด ตามนโยบายของรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี