ฝึกอาชีพคนจน “ประเมิน” ก่อนเดินหน้าต่อ

5.11.18 | 21:08 น.

จำกันได้หรือไม่ กับโครงการเพิ่มศักยภาพผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสร้างงาน เพิ่มรายได้ และความมั่นคงในชีวิต หรือ “โครงการฝึกอาชีพคนจน” ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติงบประมาณ 2,068 ล้านบาทเศษ ให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ดำเนินการจัดฝึกอาชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อย จำนวน 625,120 คน จากผู้มีรายได้น้อย (ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี) ทั่วประเทศ 5,939,458 คน

โครงการนี้เริ่มดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน สิ้นสุดโครงการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2561 ดำเนินการฝึกอาชีพในหลักสูตรต่างๆ 2 รูปแบบ คือ 1.การฝึกช่างอเนกประสงค์ (ช่างชุมชน) เป้าหมาย 81,000 คน ผู้สำเร็จการฝึกจะมีเครื่องมือประกอบอาชีพให้คนละ 1 ชุด สามารถปฏิบัติงานซ่อมระบบไฟฟ้า ประปา ประตูหน้าต่าง ผนัง กระเบื้องได้ และ 2.การฝึกอาชีพทั่วไป (อาชีพอิสระ) ทั้งประกอบอาหาร ทำขนม งานศิลปะประดิษฐ์ ตัดผม ฯลฯ เป้าหมาย 544,120 คน

ตลอดเวลา 4 เดือน ผู้บริหารกระทรวงแรงงานต่างออกมาแสดงความมั่นใจว่า โครงการนี้จะต้องสำเร็จลุล่วง และได้ผู้ที่ผ่านมาการฝึกอาชีพตรงตามเป้าหมาย แต่จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2561 พบว่า ทั่วประเทศมีผู้มีรายได้น้อยแจ้งเข้ารับการฝึกอาชีพเพียง 436,329 คน แต่เข้ารับการฝึกอาชีพจริง 281,705 คน และในจำนวนนี้สำเร็จการฝึกอาชีพเพียง 264,140 คน มีการเบิกใช้งบประมาณทั้งสิ้น 593.9 ล้านบาทเศษ

เมื่อไปติดตามผลการมีงานทำของผู้ที่ผ่านการฝึกอาชีพ พบว่ามีการกรอกแบบติดตามการมีงานทำ 52,741 คน และมีงานทำจริงหลังผ่านการฝึกอาชีพ 39,869 คน โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นช่างอเนกประสงค์ 1,978 คน และประกอบอาชีพอิสระ 37,857 คน

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะนำคนมาฝึกอาชีพให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 1 แสนคน

Advertisement

สรุปคือ โครงการฝึกอาชีพผู้มีรายได้น้อยไม่เป็นไปตามตัวเลขที่ตั้งไว้ แถมได้ยอดต่ำกว่าร้อยละ 50 ขณะที่คงเหลือเม็ดเงินอีก 1,437 ล้านบาทเศษ ที่กระทรวงแรงงานต้องนำส่งคืนกระทรวงการคลัง แต่ล่าสุด “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่ามีแผนจะเสนอเรื่องไปที่กระทรวงการคลัง เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาขยายเวลาโครงการออกไปอีก 1 ปี เพื่อให้สามารถดำเนินการฝึกอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง

ยังไม่มีสัญญาณว่า รัฐบาลจะไฟเขียวขยายเวลาโครงการหรือไม่ แต่ในฐานะผู้ที่เฝ้าจับตามองโครงการนี้ ที่แม้จะไม่ใช่โครงการที่เข้าข่ายต้องทำตัวชี้วัดในการใช้งบประมาณ

แต่เพราะนี่คือ “งานระดับนโบายของรัฐบาล” สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการประเมินก่อนเดินหน้าต่อ