ผ่านด่าน วาระ1 แก้ไข “ป.วิ อาญา” ปกป้อง “เสรีภาพ” จำเลย

10.11.18 | 09:04 น.

ผ่านด่าน วาระ1


แก้ไข “ป.วิ อาญา”

ปกป้อง “เสรีภาพ” จำเลย

 

Advertisement

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีมติรับหลักการวาระเเรกร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ อาญา) (ฉบับที่..) พ.ศ. … ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญา มาตรา 110 วรรคหนึ่ง เพื่อขยายอัตราโทษจำคุกในคดีที่จะต้องเรียกประกันในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย

หลักการสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือขยายอัตราโทษจำคุกสูงจาก 5 ปี เป็น 10 ปี ปล่อยตัวไม่ต้องมีประกันได้ ลดภาระหลักประกัน คุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาจำเลยที่ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้ขยายความของร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ อาญา) (ฉบับที่..) พ.ศ. … ว่า สำหรับร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ที่เสนอโดยสำนักงานศาลยุติธรรมจะเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม ป.วิ อาญา ที่เดิมเรากำหนดให้การปล่อยชั่วคราวในคดีอาญาที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 5 ปีขึ้นไปจะต้องมีประกันจึงจะได้รับการปล่อยชั่วคราว ตรงนี้อาจจะเป็นภาระแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยให้ต้องแสวงหาหลักประกันต่อศาล เพื่อไม่ให้ถูกคุมขัง ทั้งที่จริงแล้วผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีพฤติกรรมที่จะหลบหนีไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานหรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น

ทางสำนักงานศาลยุติธรรมจึงเห็นสมควรขยายอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเป็น 10 ปีขึ้นไป เพื่อให้โอกาสผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวมากขึ้น แม้ว่าจากสถิติช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2561 ศาลยุติธรรมทั่วประเทศมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาและจำเลยทั้งระบบสูงเกินกว่าร้อยละ 90 ขอคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวก็ตาม

แต่การแก้ไข ป.วิ อาญา มาตรา 110 วรรคหนึ่งนี้ จะยิ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น เพิ่มจำนวนผู้ที่ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวมากขึ้นเนื่องจากไม่มีภาระในการหาหลักประกัน เมื่อรวมกับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สำหรับตรวจสอบ หรือจำกัดการเดินทางของบุคคล (กำไล EM) จึงเป็นมาตรการที่เสริมกันในการลดความเหลื่อมล้ำในระบบการปล่อยชั่วคราว และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 29 ที่บัญญัติว่าในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด การควบคุมจะกระทำได้เท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันมิให้หลบหนีและคำขอประกันจะต้องได้รับการพิจารณาโดยเรียกหลักประกันเกินควรแก่กรณีไม่ได้

จึงเป็นที่มาของการแก้ไข พ.ร.บ.ตัวนี้ ตรงนี้คือหลักการที่เราเสนอไป 

ขณะที่ในมุมผู้เสนอร่างกฎหมาย มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิก สนช. กล่าวถึงสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ป.วิ อาญา 2 ประเด็นใหญ่คือ การปล่อยชั่วคราวในปัจจุบัน ศาลอาญาจะปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่มีโทษจำคุกเกินกว่า 5 ปีขึ้นไปจะต้องมีหลักประกัน

หมายความว่าจะปล่อยเฉยๆ ไม่ได้ ทำให้คนที่มีเงินไม่มีปัญหา แต่ประชาชนยากไร้ตามต่างจังหวัดที่ต้องคดีและมีโทษจำคุกเกิน 5 ปี ได้รับความเดือดร้อนมากในการหาหลักประกัน เช่น เอาที่ดินไปจำนอง หรือต้องไปกู้หนี้ยืมสินนอกระบบ

จนมีคำพูดว่าคนรวยไม่ติดคุก แต่คนจนต้องติดคุก ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจนว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาในคดีอาญาทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

เพราะฉะนั้นหลักการปล่อยชั่วคราว ควรจะเป็นหลักการที่ไปจับกุมคุมขังระหว่างพิจารณาคดีคงไม่ได้ เว้นแต่กรณีศาลคิดว่ามีพฤติกรรมหลบหนี หรือจะไปยุ่งกับพยานและหลักฐานต่างๆ สิ่งเหล่านี้ศาลก็อาจจะไม่ให้ประกันได้ ตรงนี้เป็นข้อยกเว้น

ฉะนั้นการจะเอาข้อยกเว้นไปเป็นหลักการ คือทุกรายต้องประกันตัว ไม่ถือว่าเป็นข้อยกเว้น เพราะหลักการความจริงต้องปล่อยชั่วคราว กฎหมายฉบับนี้ต้องการคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ยากไร้ ตอนแรกเราขอขยายเวลาโดยไม่จำกัด โดยให้อยู่ในดุลพินิจของศาล

แต่ปรากฏว่าร่างฉบับรัฐบาลให้ขยับ 5 ปี เป็น 10 ปี คือถ้าโทษไม่เกิด 10 ปี ศาลสามารถปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไขหรือหลักประกัน แต่ถ้าเกิน 10 ปี ศาลจะพิจารณาว่าต้องมีหลักประกันหรือไม่ก็ได้ นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษสำหรับคนที่หลบหนีประกัน เวลาศาลนัดแล้วไม่มาจะต้องรับโทษทางอาญาด้วย เป็นส่วนที่เพิ่มเข้าไปในกฎหมายฉบับนี้ด้วย

นายมหรรณพ กล่าวอีกว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวยังครอบคลุมในส่วนของการฟ้องโดยไม่สุจริต กลั่นแกล้ง หรือเอาเปรียบจําเลยในหลายกรณี หรือฟ้องคดีโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่น เช่น การยื่นฟ้องต่อศาลในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้จําเลยได้รับความลําบากในการเดินทางไปต่อสู้คดี หรือการฟ้องจําเลยในข้อหาที่หนักกว่าความเป็นจริง เพื่อให้จำเลยต้องยอม กระทําหรือไม่กระทําการอันเป็นการมิชอบ ทำให้จำเลยได้รับความเดือดร้อนเกินความจำเป็น

เช่น โจทก์และจำเลยอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ไปฟ้องไกลถึงนราธิวาส หรือการฟ้องหนังสือพิมพ์ ก็ไปฟ้องทั่วราชอาณาจักร ต้องเดือดร้อนต้องเดินทาง เพราะฉะนั้นการฟ้องลักษณะนี้จะไม่ให้ศาลประทับรับฟ้อง ไม่ต้องไต่สวน โดยจำเลยรวบรวมหลักฐานไปยื่นที่ศาลว่า คดีดังกล่าวโจทก์ได้ฟ้องที่ศาลกรุงเทพฯแล้ว จึงขอให้ศาลพิจารณายกคำฟ้องตามมาตรา 161/1 

นายมหรรณพ กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวได้อภิปรายในสภาชัดถ้อยชัดคำว่า เมื่อบุคคลที่ไม่เคารพในกระบวนการยุติธรรม และจะมาขอใช้สิทธิการฟ้องผู้อื่นเป็นคดี ในกระบวนการยุติธรรมถือว่าไม่แฟร์ แล้วการต่อสู้ในเชิงคดี คู่กรณีต้องสู้กันด้วยศักดิ์และศรี และโอกาสที่เท่าเทียมกัน ถ้าการฟ้องเป็นเท็จต้องมีโอกาสฟ้องกลับได้ แต่กรณีที่โจทก์ไม่มาปรากฏตัวก็เหมือนตีหัวข้างเดียว จะฟ้องกลับก็ไม่ได้ ถือว่าไม่ยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้น หากเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต

ถ้าพิสูจน์แล้วในเบื้องต้น ศาลยกคำฟ้องได้หมด ซึ่งจะเป็นการลดการพิจารณาคดีของศาล ลดจำนวนคดีที่ค้างในศาลได้จำนวนมาก

ขั้นนี้คือคนที่จะฟ้องโดยไม่สุจริตตามกรณีต่างๆ ที่ทำให้จำเลยเดือดร้อนเกินความจำเป็น หรือฟ้องในคดีที่ทำให้จำเลยได้รับโทษสถานหนักกว่าที่ควรจะเป็น เช่น เขาผิดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน แต่ไปใช้ข้อหาอื่นที่มีโทษ 3 ปี 5 ปี ถ้าจำเลยไปร้องต่อศาล ศาลสามารถไม่ประทับรับฟ้องได้ ส่วนนี้เพื่อสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมŽ นายมหรรณพกล่าว

นายมหรรณพ กล่าวต่อว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังอยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภา มีกรรมาธิการ 21 คน  ผู้แทนรัฐบาล 4 คน และ สนช.17 คน มีตนเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาอยู่ โดยจะเร่งให้เสร็จใน 1 เดือน เพื่อจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาวาระ 2 และ 3 ภายใน 30 วัน ซึ่งตอนนี้มีการประชุมอาทิตย์ละ 2 วัน เพื่อให้เสร็จโดยเร็ว

ถือเป็นร่างกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนยิ่งขึ้น…