สกู๊ปหน้า 1 : ผู้ป่วยรอลุ้น กดปุ่มโรงงานสกัด “กัญชา”

11.11.18 | 13:54 น.

ทันทีที่คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษมีมติเลื่อนการยกระดับ กัญชาŽ จากยาเสพติดประเภท 5 เป็นประเภท 2 เพื่อใช้ทางการแพทย์ออกไปก่อน เนื่องจากไม่แน่ใจในข้อกฎหมาย จนกว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตีความออกมาให้ชัดเจน…ทำให้เกิดคำถามขึ้นกับการเดินหน้าสร้างโรงงานกึ่งอุตสาหกรรมในการผลิตสารสกัดกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ทันที เพราะล่าสุดคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) ผ่านงบประมาณ 120 ล้านบาท เพื่อเตรียมการสร้างโรงงานระดับกึ่งอุตสาหกรรม ซึ่งมีอาคาร สถานที่พร้อมใช้ที่คลองสิบ จ.ปทุมธานี เหลือเพียงเครื่องสกัดสารจากกัญชาและระบบความปลอดภัย รวมไปถึงการจัดการสถานที่สำหรับเพาะกัญชาขึ้นเองในประเทศไทย แต่เมื่อการยกระดับถูกเลื่อนออกไป ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ของ 44 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ สุดท้ายจะส่งผลกระทบต่อโปรเจ็กต์ใหญ่ขององค์การเภสัชกรรมหรือไม่…

เรื่องนี้ นพ.โสภณ เมฆธน ประธานบอร์ด อภ.และประธานคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ มั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบ และพร้อมจะเดินหน้าตามโรดแมปที่ อภ.วางไว้เพื่อให้เกิดโรงงานระดับกึ่งอุตสาหกรรมในการผลิตกัญชาและเพาะปลูกกัญชาขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เนื่องจากแม้ขณะนี้ยังไม่ยกระดับสารสกัดกัญชา แต่ก็อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ขณะเดียวกันร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ฉบับ สนช.ก็อยู่ระหว่างดำเนินการ และตามข่าวก็ระบุว่าจะเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งคาดว่าภายใน 1 เดือนจะออกมาได้

ส่วนร่างกฎกระทรวงที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำลังดำเนินการก็น่าจะล้อตามกันไป ไม่ว่าอย่างไรเสีย กฎหมายปลดล็อกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ก็จะต้องออกมาไม่ทางใด
ก็ทางหนึ่ง ดังนั้น อภ.ยังคงมีหน้าที่ในการเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป เพราะหากรอคงไม่ได้ จึงไม่ต้องกังวล
การดำเนินการโครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ยังต้องเดินหน้าต่อไปแน่นอน โดย อภ.วางแผนในเรื่องการจัดเก็บและผลิตสารสกัดไว้เดิม 3 ระยะ แต่ขณะนี้จะเหลือเพียง 2 ระยะ คือระยะสั้นและระยะยาว โดยเดิมทีระยะแรกจะทำในห้องปฏิบัติการที่องค์การเภสัชกรรม ที่ถนนพระรามหก ซึ่งจะมีชั้นดาดฟ้าในการเพาะพันธุ์แบบลอยฟ้า มีระบบคุมเข้มไม่ให้มีการเล็ดลอด แต่เมื่อพิจารณาจากงบประมาณและความคุ้มค่าแล้ว จึงมองว่าควรรวบระยะแรกกับระยะสองให้เป็นอันเดียวกัน โดยจะไปดำเนินการที่เรียกว่า ระดับกึ่งอุตสาหกรรม ที่คลองสิบ จ.ปทุมธานี โดยใช้โรงงานผลิตยารังสิต ซึ่งจะมีพื้นที่มีอาคารสำหรับผลิตยาน้ำ แต่นำมาใช้ในการผลิตสารสกัดกัญชาแทนŽ นพ.โสภณกล่าว

ส่วนผลิตยาน้ำจะให้คงผลิตที่พระรามหกตามเดิม โดยจะทำสถานที่ปลูกกัญชาชั้นดาดฟ้า มีระบบความปลอดภัยเข้มงวด เบื้องต้นเครื่องสกัดกัญชาน่าจะเข้ามาประมาณเดือนมีนาคมหรือเมษายน 2562 เพื่อผลิตปริมาณมากขึ้นได้ แต่ระยะแรกจะผลิตเป็นน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้น ได้เบื้องต้น 6,000 ขวด ในเดือนมกราคมก่อน หลังจากเครื่องสกัดเข้ามาก็น่าจะได้เพิ่มเป็น 60,000 ขวด ในเดือนพฤษภาคมปีหน้า ส่วนระยะสุดท้ายจะเป็นระดับอุตสาหกรรมใหญ่ เนื่องจากต้องใช้พื้นที่มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน อภ.มีที่ดินอยู่บริเวณอำเภอหนองใหญ่ จ.ชลบุรี จำนวน 1,500 ไร่ วางแผนทำเป็นเหมือนคอมเพล็กซ์แบบครบวงจร ทั้งแหล่งปลูกกัญชาถูกกฎหมาย แหล่งสกัดสาร วิจัยพัฒนาต่อยอดสกัดเป็นน้ำมันกัญชารักษาโรค และจะเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องนี้ ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นครั้งแรกของไทยอีกเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับระยะกึ่งอุตสาหกรรมนั้น ได้เตรียมอาคารผลิตหลังใหม่ ซึ่งอยู่ภายในโรงงานผลิตยารังสิต คลองสิบ จ.ปทุมธานี เป็นอาคารฝ่ายเภสัชเคมีภัณฑ์ โดยแบ่งเป็นชั้น 1 สำหรับสกัดสารจากกัญชา ส่วนชั้นอื่นๆ ก็จะสำหรับเพาะปลูก คัดเลือกพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์กัญชาทางการแพทย์ โดยจะทำชั้นดาดฟ้า โดยช่วงแรกวัตถุดิบที่นำมาใช้ คือกัญชาที่ได้จากของกลางของทางกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) โดยมีการตรวจคุณภาพของกัญชาจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จากนั้นเข้าสู่กระบวนการสกัดสาร ซึ่งกัญชามีสารสกัด 2 ชนิด คือ ทีเอชซี (THC) และ ซีบีดี (CBD) โดยต้องได้ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งการสกัดสารออกมายังขาดสารซีบีดี เนื่องจากพันธุ์ไทยมีสารทีเอชซีสูง แต่การนำมารักษาโรคจะต้องมีสารทั้ง 2 ชนิดควบคู่กัน ขาดกันไม่ได้ ขณะนี้กำลังประสานและติดต่อนำเข้าจากต่างประเทศ จากนั้นก็จะนำมาพัฒนาสายพันธุ์ในไทย เพื่อให้ได้สารสำคัญทั้ง 2 ชนิด โดยจะเพาะพันธุ์ในโรงงานที่รังสิต เมื่อสามารถสกัดสารออกมาก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันหยดใต้ลิ้น โดยการจะนำมาใช้นั้นก็จะจัดอยู่ในกลุ่มข้อบ่งชี้ของทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.สารสกัดกัญชาได้ประโยชน์ในการรักษา ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาการที่สนับสนุนชัดเจน ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อยา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปวดประสาทที่ใช้วิธีการรักษาอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล

Advertisement

2.สารสกัดจากกัญชาน่าจะได้ประโยชน์ในการควบคุมอาการ ซึ่งควรมีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุน หรือวิจัยเพิ่มเติม ในประเด็นความปลอดภัยและประสิทธิผลเพื่อสนับสนุนการนำมาใช้ อาทิ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรควิตกกังวลไปทั่ว ผู้ป่วยที่ต้องดูแลแบบประคับประคอง ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และ
3.สารสกัดกัญชาอาจมีประโยชน์ในการรักษาแต่ยังขาดข้อมูลจากงานวิจัยสนับสนุนที่ชัดเจนเพียงพอในด้านความปลอดภัยและประสิทธิผล ซึ่งต้องศึกษาวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองก่อนนำมาศึกษาวิจัยในมนุษย์ เช่น การรักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ทั้งนี้ เมื่อผ่านระดับกึ่งอุตสาหกรรมแล้ว ทาง อภ.ยังเตรียมแผนการดำเนินการโครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ระดับอุตสาหกรรม โดยแบ่งเป็น 1.แผนนำร่องเพื่อทดลองปลูกกัญชาแบบออร์แกนิคในพื้นที่หนองใหญ่ จ.ชลบุรี โดยที่ผ่านมาได้สำรวจพื้นที่ กำหนดขอบเขตพื้นที่ที่จะดำเนินการทดลองปลูกและปรับปรุง พร้อมก่อสร้างในพื้นที่ จ.ชลบุรี ซึ่งพื้นที่ตรงนี้จะมีประมาณ 1,500 ไร่ และหลังจากทดลองปลูกแล้วก็จะนำไปสกัดที่โรงงานสกัดระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่รังสิต

อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ระดับอุตสาหกรรมนั้น ขณะนี้ทาง อภ.อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อบอร์ด อภ.ภายในเดือนธันวาคม 2561 โดยจะตั้งคณะทำงานเพื่อวางแผนการดำเนินงานในรูปแบบธุรกิจอย่างครบวงจร หรือเรียกว่าคอมเพล็กซ์นั่นเอง

ไม่ว่าอย่างไร ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม หรือบอร์ด อภ. ยืนยันว่าต้องเดินหน้าต่อ เพื่อโอกาสของผู้ป่วยที่ต้องการกัญชาทางการแพทย์…