เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวถึงกรณีสาวถูกน้ำกรดสาด และเกิดคำถามว่าเข้าเกณฑ์ฉุกเฉิน ว่า เบื้องต้นตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ จึงไม่ทราบในรายละเอียด แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างตรวจสอบ เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด ทั้งนี้ เกณฑ์การแพทย์ฉุกเฉิน แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ วิกฤตเร่งด่วน วิกฤตไม่เร่งด่วน และวิกฤตถึงแก่ชีวิต แต่ไม่ว่าจะเข้ารพ.ด้วยอะไรก็ตาม ทางรพ.ต้องให้การรักษาอย่างเต็มที่ อย่างน้อยคือการปฐมพยาบาลเบื้องต้น สำหรับกรณีการสาดน้ำกรดนั้น ทราบว่าทางผู้ป่วยแจ้งว่ามีอาการปวดแสบปวดร้อน ซึ่งไม่ระบุแน่ชัดว่า โดนสารเคมี หรือน้ำร้อน เบื้องต้นก็ต้องล้างแผล ด้วยน้ำสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะระบุสาเหตุ เพราะอาจจะมีร่องรอยไม่มาก กรณีหากถูกน้ำกรดสาดก็ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ถูกสาด แต่เมื่อไม่ทราบสาเหตุอาจจะต้องให้ผู้ป่วยอยู่รพ.เพื่อสังเกตอาการ
“เหตุนี้ต้องไปพิสูจน์ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตนั้นเพราะอะไร อาจจะไม่ได้เกิดจากสิ่งที่โดนเข้าไปก็ได้ อาจเป็นเพราะอย่างอื่น เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปตีความว่าสาเหตุของการเสียชีวิตเกิดจากสิ่งที่เห็น ส่วนตนยังไม่เห็นข้อมูลยืนยันจึงยังไม่สามารถไปพูดกับใครได้ว่าสาเหตุของการเสียชีวิตนั้นเกิดจากอะไร”เลขาธิการ สพฉ. กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการวินิจฉัยผู้ป่วยต้องเป็นแพทย์เท่านั้นหรือพยาบาลก็สามารถทำได้ นพ.อัจฉริยะ กล่าวว่า พยาบาลก็สามารถวินิจฉัยได้ เพราะมีการเรียนและอบรมไม่ต่างจากแพทย์ ตำราเดียวกัน
เมื่อถามต่อว่าห้องฉุกเฉินต้องมีแพทย์ประจำตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่ นพ.อัจฉริยะ กล่าวว่า ตามหลักก็ต้องมีแพทย์ประจำอยู่ตลอดระยะเวลาการเปิดสถานพยาบาล
เมื่อถามอีกว่า การติดต่อสื่อสารโดยให้แพทย์วินิจฉัยโรคผ่านโซเชียลมีเดียถือเป็นมาตฐานหรือไม่ นพ.อัจฉริยะ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่มีการยอมรับและมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย เรียกว่า เทเลเมดิคอล เช่น การส่งฟิล์มเอกซเรย์ผ่านทางไลน์ ให้ผู้เชี่ยวชาญทางไลน์ให้ความเห็น รวมถึงการผ่าตัดข้ามทวีปก็มี
ด้าน นพ.สัญชัย ชาสมบัติ รองเลขาธิการ สพฉ. กล่าวว่า การแยกลักษณะอาการที่โดนน้ำร้อนสาดกับน้ำกรดนั้นทำได้ยาก แต่ก็แตกต่างกันอยู่ โดยหากเป็นน้ำร้อนไม่ว่าจะร้อนแค่ไหนก็แค่แดง มีตุ่มน้ำใสๆ ผิวลอก เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะสามารถปรับอุณหภูมิในในเวลาไม่นานนัก แต่หากเป็นน้ำกรดจะเกิดการกัดกร่อนผิว เนื้อเยื่อเป็นชั้นๆ หากเข้าไปในระบบทางเดินอาหารก็กัดกระเพาะทะลุ และถ้าเข้าระบบทางเดินหายใจก็จะกัดกร่อนหลอดลมทะลุ ระบบการหายใจล้มเหลว สำหรับเคสนี้เรายังไม่รู้อะไรมาก แล้วตอนที่เขาทำแผลลูกสาวบอกว่าเห็นหน้าแม่เปื่อยๆ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับน้ำกรดกัด แต่เราไม่ได้เห็นภาพ แล้วกรดที่กัดเข้าแล้วทะลุเข้าไปในหลอดลมมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าเข้าไปกัดหลอดลม ระบบการหายใจจะล้มเหลว
“กรณีรายนี้ที่ดูจากข่าว ตอนที่ออกจากรพ.บอกว่าไม่ไหวต้องอุ้มไปขึ้นแท็กซี่ จากนั้นแขนตก เรียกไม่ตอบสนอง หมดสติ สิ่งที่เป็นเราไม่ทราบว่าเป็นเราไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ แต่อย่างหนึ่งที่อาจจะเป็นไปได้คือน้ำกรดที่เข้าไปนั้นเข้าไปทางเดินหายใจ หรือไม่ก็เข้าทางเดินอาหารแล้วสำลักกลับขึ้นมาใหม่เข้าไปในปอด ทำให้เขาหายไม่ได้ พอเข้าไปที่ปอด ปอดจะเกิดการอักเสบเฉียบพลัน หายใจไม่ได้ และเสียชีวิต แต่หากเป็นกลไกอื่นก็ต้องไปตรวจวิเคราะห์ดูสภาพต่างๆ ด้วย” นพ.สัญชัย กล่าว
นพ.สัญชัย กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในการรักษาผู้ป่วยนั้นจะอ้างเรื่องสิทธิการรักษาเพื่อให้กลับไปยังต้นสังกัดไม่ได้ เพราะใน มาตรา 28 พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 กำหนดไว้ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ของผู้ป่วยฉุกเฉิน ให้หน่วยปฏิบัติการสถานพยาบาล และผู้ปฏิบัติการ ดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉิน ตามหลักเกณฑ์ 1.ตรวจคัดแยกกระดับความฉุกเฉินและจัดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการปฏิบัติตามลำดับ ความเร่งด่วน ทางการแพทย์ ฉุกเฉิน 2.ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องได้รับการปฏิบัติกรฉุกเฉินจนเต็มขีดวามสามารถของหน่วยปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลนั้นก่อนการส่งต่อ เว้นแต่แพทย์ให้การรับรองว่า การส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินจะเป็นโยชน์ต่อการป้องกัน การเสียชีวิต หรือรุนแรงขึ้น ของการเจ็บป่วย ของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นและ 3 . การปฏิบัติการฉุกเฉินต่อผู้ป่วยต้องเป็นไปตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้ ทางกาแพทย์ ฉุกเฉิน โดยมิให้นำสิทธิประกัน การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล หรือ ความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเงื่อนไขใดๆ มาเป็นเหตุปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไม่ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินอย่างทันท่วงที
อ่านข่าวเพิ่มเติม
‘ทนายอัจฉริยะ’ พาแม่และลูกสาวเหยื่อน้ำกรดร้อง สธ. เอาผิดรพ.พระราม2 ยันแพทย์-พยาบาล

