วันที่ 12 พฤศจิกายน นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า มาตรฐานการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม และเขตประกอบการอุตสาหกรรมของประเทศไทย มีการบังคับใช้มานานกว่า 20 ปี ประกอบกับยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับการผ่อนผันค่ามาตรฐานความสกปรก เช่น ปริมาณออกซิเจนที่แบคทีเรียใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ (บีโอดี) ให้ระบายได้ไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลิตร (มก./ล.) และปริมาณออกซิเจนที่สารเคมีใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ (ซีโอดี) ให้ระบายได้ไม่เกิน 400 มก./ล. โดยอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อและการผลิตกระดาษ เป็นอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งที่ได้รับการผ่อนผันค่ามาตรฐานฯ แต่เป็นกิจกรรมการผลิตที่ก่อมลพิษสูง มีการใช้น้ำในการผลิตปริมาณมากและมีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตหลายชนิด
นายประลอง กล่าวว่า เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่ทันสมัยของมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้ง คพ. ได้กำหนดมาตรฐานการระบายน้ำทิ้ง ตามประกาศ ทส. เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม และเขตประกอบการอุตสาหกรรม ซึ่งประกาศฉบับนี้ยังเป็นมาตรฐานการระบายน้ำทิ้งสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป อย่างไรก็ตามปัญหาการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตเยื่อและโรงงานผลิตกระดาษยังคงเกิดขึ้น
นายประลอง กล่าวว่า คพ. จึงได้กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตเยื่อและโรงงานผลิตกระดาษ เป็นมาตรฐานน้ำทิ้งเฉพาะประเภท ตามประกาศทส. เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตเยื่อและโรงงานผลิตกระดาษ ให้กำหนดค่ามาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตเยื่อและโรงงานผลิตกระดาษ เป็นมาตรฐานที่มีความเข้มงวดขึ้น จะช่วยลดกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยมาตรฐานฯ สำหรับโรงงานผลิตเยื่อมุ่งเน้นกำหนดค่าบีโอดี ต้องไม่เกิน 20 มก./ล. และค่าซีโอดี ไม่เกิน 400 มก./ล. นอกจากนี้ได้กำหนดค่าสี ไม่เกิน 600 เอดีเอ็มไอ ขณะที่โรงงานผลิตกระดาษได้กำหนดค่าบีโอดี ต้องไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อลิตร ค่าซีโอดี ต้องไม่เกิน 270 มก./ล.และค่าสีต้องไม่เกิน 350 เอดีเอ็มไอ

