ป้อมมหากาฬ ‘นิ่ง’ รอศาลไต่สวน “บวรเวท” ชี้ ถ้าให้อยู่ต่อ ผิด ‘พ.ร.บ.เวนคืน’

30.04.16 | 19:57 น.
บวรเวท รุ่งรุจี (แฟ้มภาพ)

คืบหน้ากรณีกรุงเทพมหานครประกาศให้ชุมชนป้อมมหากาฬย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 30 เม.ย.นี้ เพื่อสร้างสวนสาธารณะ หลังยืดเยื้อมานาน 24 ปี โดยเมื่อวันที่ 29 เมษายน ตัวแทนชุมชนป้อมมหากาฬ ได้เดินทางไปยังศาลปกครองกลาง แจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นคำฟ้อง กรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่านั้น

นายบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า การฟ้องร้องไม่เกิดประโยชน์ ไม่ควรเอาชนะคะคานกัน แต่ควรมีการพูดคุย ทำความเข้าใจ ซึ่งทางกทม.เองได้ทำตามกฎหมาย ซึ่งปัญหาคือ หากยอมให้ชุมชนอยู่ต่อ จะผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ดังนั้น หากเวนคืนแล้ว แต่ให้คนอยู่อาศัยจะผิดต่อวัตถุประสงค์ของพ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ สำหรับการที่ชุมชนมีข้อเสนอว่าจะขอร่วมดูแลพื้นที่ในป้อมมหากาฬนั้น จากที่ได้พูดคุยกับกทม. ทางกทม.ก็ไม่ได้ติดขัด ยินดีที่จะให้เข้าร่วมดูแล แต่ไม่สามารถให้อยู่อาศัยได้ เพราะผิดพรบ. นอกจากนี้ หากยกเว้นให้ชุมชนป้อมมหากาฬ อาจส่งผลต่อชุมชนอื่นๆ รวมถึงผู้ที่เคยอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬที่ย้ายออกไปแล้ว ซึ่งหากตนเป็นเจ้าหน้าที่กทม.ก็คงไม่กล้ายินยอมโดยออกมาประกาศให้อยู่ต่อได้ เพราะผิดกฎหมาย ถ้ามีผู้ฟ้องร้องจะทำอย่างไร

บรรยากาศภายในชุมชนป้อมมหากาฬ 30 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่กทม.กำหนดให้ย้ายออก ล่าสุด ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆทั้งจากชาวบ้านและภาครัฐ
บรรยากาศภายในชุมชนป้อมมหากาฬ 30 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่กทม.กำหนดให้ย้ายออก ล่าสุด ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆทั้งจากชาวบ้านและภาครัฐ

“ส่วนตัวมองว่าในบริบทของการพัฒนาพื้นที่ ต้องควบคู่กับการพัฒนาคนซึ่งอยู่อาศัย คนกับเมืองต้องอยู่ร่วมกัน แต่ถ้าให้อยู่ต่อ ก็ผิดพรบ.เวนคืน หากถูกฟ้องร้อง จะเกิดปัญหาตามมา เท่าที่ฟังข้อมูลจากทางกทม. บอกว่า เดิมมีผู้อยู่อาศัยไม่เกิน 40 ราย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของตระกูลนานา ซึ่งมีการเวนคืน และจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว แต่ต่อมาได้มีการเช่าช่วงต่อ มีคนมาอยู่ใหม่เพิ่มเติม สุดท้ายกลายเป็น 80 หลังคาเรือน ตรงนี้ก็เป็นความบกพร่องของภาครัฐด้วย ที่ไม่เข้มงวด หรือดำเนินการอย่างรัดกุมต่อเนื่อง ทำให้มีคนมาอยู่เพิ่มทีหลัง” นายบวรเวทกล่าว

นายบวรเวทยังกล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นเรือนไม้โบราณ อายุกว่า 100 ปี ซึ่งมีงานวิจัยอย่างละเอียดโดยนายชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร โดยมีผู้แสดงความเป็นห่วงว่าจะถูกรื้อทิ้งหรือไม่นั้น เบื้องต้น อยู่ภายใต้การพิจารณาของกทม. เนื่องจากเรือนไม้ดังกล่าว ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน แต่ถือว่าเป็น ‘อาคารอนุรักษ์’ ได้

ผศ. อำนาจ เอี่ยมสำอางค์ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กล่าวว่า
ภาครัฐควรหยุดไล่รื้อเป็นอันดับแรก และต้องเริ่มพูดคุยใหม่โดยควรอนุรักษ์ชุมชนป้อมมหากาฬเอาไว้และปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์กลางเมืองที่มีคุณค่ามากกว่าสวนสาธรารณะในบริเวณนี้ แล้วให้คนในชุมชนช่วยกันดูแลพื้นที่ประวัติศาสตร์บริเวณนี้ เพราะ เป็นชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร สร้างมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 มีความเก่าแก่ ทั้งอาคารบ้านเรือนเก่าที่มีอยู่ในชุมชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งขาดการดูแล ขาดการบำรุงรักษา อาคารถูกปล่อยตามสถานภาพของผู้ครอบครองอาคาร แต่ถือว่าเป็นความงดงามของวิวัฒนาการทางสังคม

Advertisement
ผศ.อำนาจ เอี่ยมสำอาง
ผศ.อำนาจ เอี่ยมสำอางค์

“ภายนอกกำแพงถูกพัฒนาการไปสู่สังคมที่สมบูรณ์แบบ แต่หลังกำแพงในป้อมมหากาฬยังพัฒนาในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่าภายนอกมาก ถ้านำคนในชุมชนออกมา แล้วบ้านเรือนเก่าที่มีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของเมืองจะอยู่อย่างไร? ใครจะดูแล? เช่นวิกลิเกของพระยาเพชร แหล่งผลิตเครื่องดนตรีและกลองคุณภาพดี บ้านหมื่นศักดิ์แสนยากร เหล่านี้คือ เยื่อใยในอดีตที่ยังอยู่ คนในชุมชนป้อมปรากาฬดูแลของเหล่านี้ถึงจะไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าเอาพวกเขาออกมา แล้วปรับเป็นสวนสาธารณะ ผมว่าเยื่อใยในอดีตก็จะหมดไปอย่างไม่มีวันกลับ”

ผศ.อำนาจ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนที่ภาครัฐมองว่า คนกลุ่มนี้มาอยู่ใหม่ไม่ใช่กลุ่มคนดั้งเดิม นั้นถ้าจะวัดด้วยคนก็คงจะเถียงไม่ได้ว่ากลุ่มคนนี้ไม่ใช่คนเก่าสมัยสร้างป้อมมหากาฬ เพราะวิวัฒนาการของเมืองเปลี่ยนไปมาก จนเกิดความล้าหลังทางวัฒนธรรม (Cultural Lag) การปรับตัวไม่ทันของชุมชน จึงเกิดการเคลื่อนย้ายคนในชุมชนออกไปแสวงหาที่ๆดีกว่า และก็มีคนกลุ่มอื่นๆ เข้ามาค้ำจุนชุมชนให้คงเป็นชุมชนอยู่ต่อไป ดังนั้นมองว่าถ้าจะวัดด้วยคนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูที่สิ่งปลูกสร้างและเรื่องราวของชุมชนที่ยังมีรากยึดประวัติศาสตร์อยู่

ด้านบรรยากาศภายในชุมชนป้อมมหากาฬ ยังอยู่ในภาวะปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากชาวบ้าน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ

นางสาวอินทิรา วิทยสมบูรณ์ นักกิจกรรมทางสังคมที่เคลื่อนไหวร่วมกับชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า หลังจากยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งศาลรับฟ้อง และระบุว่าจะเร่งพิจารณาคดีโดยเร็วนั้น ต่อจากนี้ ทางชุมชนจะขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย และไม่เคลื่อนไหวใดๆ ในช่วงนี้ โดยคาดหวังว่าปัญหาที่ยืดเยื้อมานานจะมีช่องทางการแก้ไขแบบมีส่วนร่วม

บรรยากาศชุมชนป้อมมหากาฬ 30 เมษายน ซึ่งกทม.กำหนดให้ย้ายออก โดยชาวบ้านยังไม่เคลื่อนไหวใดๆ
บรรยากาศชุมชนป้อมมหากาฬ 30 เมษายน ซึ่งกทม.กำหนดให้ย้ายออก โดยชาวบ้านยังไม่เคลื่อนไหวใดๆ