มติเอกฉันท์ของเสียงข้างมากในที่ประชุมใหญ่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) 153 ต่อ 2 เสียง งดออกเสียง 6 ให้ความเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูป
ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สปท. เรื่องการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านอาหารและโภชนาการ
ในประเด็นการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ ที่มี พญ.พรพันธุ์ บุญยรัตพันธุ์ ประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สปท. ใน
ฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนมาตรการที่จำเป็นต่อภาวะที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพเป็นผู้เสนอ
สาระสำคัญของรายงานฉบับดังกล่าวเสนอให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่ม อาทิ น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง นมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้
ที่มีปริมาณน้ำตาลเกินมาตรฐานที่กำหนด โดยเสนอให้จัดเก็บภาษี 2 อัตรา ตามความเข้มข้นของน้ำตาล อัตราแรกคือ ปริมาณน้ำตาลมากกว่า 6-10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตรทุกชนิดในอัตราที่ทำให้ราคา
เพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 20% ของราคาขายปลีก และอัตราที่สองคือ ปริมาณน้ำตาลมากกว่า 10 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร
ให้จัดเก็บภาษีในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 25% ของราคาขายปลีก
ในรายงานฯ ยังเสนอให้กระทรวงมหาดไทยควบคุมการทำการตลาดแบบเสี่ยงโชคของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพื่อควบคุมการกระตุ้นการบริโภคที่มีน้ำตาลควบคู่ไปด้วย
สำหรับที่มาที่ไปของเหตุผลในการเสนอรายงานการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพนั้น พญ.พรพันธุ์ชี้แจงว่า
เหตุผลหลักเพื่อให้ประชาชนลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคมะเร็ง ที่สร้างภาระให้ประเทศเสียค่าใช้จ่ายจากโรคเหล่านี้จำนวนมาก
เพราะเครื่องดื่มในท้องตลาดเกือบทั้งหมดมีน้ำตาลมากกว่า 6 กรัมต่อมิลลิลิตร อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้เข้าประเทศได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี
พญ.พรพันธุ์ ขยายความถึงผลการศึกษาการบริโภคน้ำตาลของคนไทยด้วยว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาล 100 กรัม/คน/วัน
ถือว่าเกินมาตรฐานสุขภาพที่กำหนดให้บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 50 กรัมต่อคนต่อวัน ถือเป็นอันดับ 9 ของโลกที่บริโภคน้ำตาลสูงสุด เป็นการบริโภคมากเกินความจำเป็น
ทั้งนี้ ปริมาณเครื่องดื่มสำเร็จรูปต่างๆ ที่วางจำหน่ายมีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยอยู่ที่ 9-19 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ทั้งที่ค่าน้ำตาลเหมาะสมอยู่ที่ 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร จึงควรเพิ่มภาษีในเครื่องดื่มที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ
เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่มีความเสี่ยงให้เกิดโรคอ้วนและโรคที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินมาตรฐานในอัตรา 20% เป็นสิ่งที่องค์การอนามัยโลกได้ศึกษาไว้ว่ามีผลช่วยลดการบริโภคเครื่อง
ดื่มที่มีน้ำตาลได้ หลายประเทศที่มีการเก็บภาษีดังกล่าว เช่น เม็กซิโก ฮังการี ก็ช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลได้
ส่วนกรอบระยะเวลาในการปฏิรูปตามข้อเสนอของรายงานการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานฯ พญ.พรพันธุ์อธิบายว่า การดำเนินงานจะแบ่งเป็น 3 ระยะ
คือ ระยะที่ 1 เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2559 คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในหลักการของการปรับปรุงแก้ไขนิยามเครื่องดื่ม ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายสรรพสามิต
พ.ศ. ….ให้ครอบคลุมรายการเครื่องดื่มตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
ระยะที่ 2 เดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2559 เร่งผ่านร่าง พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายสรรพสามิต พ.ศ. …ให้มีผลบังคับใช้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่วนกรมสรรพสามิตดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีสรรพสามิตในน้ำผลไม้และน้ำพืชผักให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ โดยกำหนดอัตราส่วนผสมของพืชผักจากธรรมชาติ (ยกเว้นชา-กาแฟ) ให้สูงขึ้น
รวมทั้งจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ครอบคลุมเครื่องดื่มตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ใน 2 อัตรา ตามความเข้มข้นของน้ำตาลคือ มากกว่า 6-10 กรัม/100 มิลลิลิตร ในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 20% ของราคาขายปลีก และมากกว่า 10 กรัม/100 มิลลิลิตร โดยควรจัดเก็บภาษีในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 25% ของราคาขายปลีก
ระยะที่ 3 หลังจากที่มีการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลคือ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงการคลังจัดให้มีการประเมินติดตามผลมาตรการ เช่น การติดตามประเมินพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล รายได้ภาครัฐ และผลข้างเคียงอื่นๆ เพื่อดำเนินการปรับปรุงนโยบายสาธารณสุขและมาตรการภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาติดตามตรวจสอบปริมาณน้ำตาลที่มีในเครื่องดื่มที่จำหน่ายในท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง และมีมาตรการจัดการตามกฎหมายหากเครื่องดื่มมีปริมาณน้ำตาลไม่ตรงตามฉลาก และศึกษาความปลอดภัยของวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล (artificial sweetening agent)
เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในอนาคต และภาครัฐโดยการมีส่วนร่วมจากภาควิชาการและภาคประชาสังคมพิจารณาให้มีมาตรการชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบตามสมควรและมีความโปร่งใส
จากนี้ไปต้องวัดใจคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะรับลูกวาระการปฏิรูปข้อเสนอการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ ตามรายงานของ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สปท.หรือไม่
เพื่อลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคมะเร็ง
สร้างภาระให้ประเทศ เสียค่าใช้จ่ายจากการรักษาโรคเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

