รวบสาวแสบตุ๋นผู้ต้องหายาเสพติด อ้างวิ่งเต้นให้หลุดคดีได้ สูญ 1.2 ล้าน

14.11.18 | 10:22 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รักษาการ ผบก.ป. อำนวยการ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป พ.ต.ท.อภิสันฐ์ ไชยรัตน์ รอง ผกก.5 บก.ป พ.ต.ท.วิศิษฏ์ ศรียาภัย สว.กก.5 บก.ป. นำกำลังจับกุม น.ส.ปาณิสรา น้ำบุ่น อายุ 47 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด ตามหมายจับศาลแขวงนครปฐมที่ 210/2555 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง” ได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี


พ.ต.ท.อภิสันฐ์กล่าวว่า เมื่อต้นปี 2554 น.ส.เพ็ญนภา คุ้มถนอม อายุ 32 ปี ผู้เสียหายได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมพร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 200 เม็ด และยาไอซ์อีก 4 กรัม ถูกพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์แก้ว ดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาได้มี น.ส.หนูนี (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) ซึ่งเป็นญาติกับ น.ส.เพ็ญนภา บอกว่า น.ส.ปาณิสรา กับนายทรงพล ทรงเมตตาธรรม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารยศ พ.อ. สามารถวิ่งเต้นช่วยเหลือให้หลุดคดีได้ ทำให้นางพรทิพย์ คุ้มถนอม ซึ่งเป็นมารดาของ น.ส.เพ็ญนภา ได้เอาเงินให้กับ น.ส.ปาณิสรา และนายทรงพล เพื่อวิ่งเต้นคดีจำนวน 1.2 ล้านบาท

พ.ต.ท.อภิสันฐ์กล่าวต่อว่า จากนั้นปรากฏว่า น.ส.เพ็ญนภา ได้ถูกศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี ทำให้นางพรทิพย์เชื่อว่าถูกหลอก จึงแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยเมื่อปี 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป.ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายทรงพล ได้ที่ จ.ชลบุรี ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง โดยหลอกผู้อื่นว่าเป็นทหารยศ พ.อ. สามารถวิ่งเต้นออกโฉนดที่ดินได้ ซึ่งขณะนี้ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำกลางราชบุรี ต่อมาจึงได้ขยายผลออกสืบสวนติดตามจับกุม น.ส.ปาณิสรา ผู้ต้องหานี้รายนี้ จนทราบว่าได้หลบหนีไปทำงานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงนำกำลังเข้าจับกุมได้ดังกล่าว

จากการสอบสวน น.ส.ปาณิสราให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงเนื่องจากตนก็ถือเป็นผู้เสียหายเช่นกัน โดยเมื่อปี 2554 หลังรู้จักกับนายทรงพล และยังรู้ว่านายทรงพลเป็นที่นับหน้าถือตาในแวดวงข้าราชการ สามารถวิ่งเต้นทางคดีได้ ซึ่งตนก็เคยขอให้ช่วยต้องเสียเงินไปเป็นแสน ขณะเดียวกันพอมีคนรู้จักเดือดร้อนเลยช่วยแนะนำนายทรงพลให้ช่วยในเรื่องต่างๆ ซึ่งหลังจากรู้ว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นญาติห่างๆ มีลูกสาวคือ น.ส.เพ็ญนภา ที่ถูกดำเนินคดียาเสพติด จึงได้มอบเบอร์โทรศัพท์ของนายทรงพลให้ ซึ่งการพูดคุยต่างๆ ตนไม่รู้เรื่องและเงินก็ไม่เคยได้สักบาทเดียว แต่หลังทราบความจริงว่ามีเรื่องทางคดีกันและตนก็ถูกหลอก แถมถูกฟ้องร้องว่ามีส่วนรู้เห็นร่วมกับเขา ทำให้ต้องสู้คดีจนหมดเนื้อหมดตัว ซึ่งสุดท้ายศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ก็ตัดสินแล้วว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว เบื้องต้นพนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อหาตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่ง สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Advertisement