เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป.พ.ต.ท.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รองผกก.3 บก.ป. พ.ต.ท.ประทีป ชูศรี สว.กก.3 บก.ป.แถลงจับกุม นายประเวทย์ คิมฉ่ง หรือ ชนะพล วงศ์สว่าง อายุ 56 ปี และ น.ส.เพ็ญนภา ภู่พันธ์ อายุ 31 ปี สองสามีภรรยา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ 279-280/2561 ลงวันที่ 30 ส.ค. 2561 279/2561 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยแสดงตนเป็นคนอื่นและกระทำผิดฐานอั้งยี่” จับกุมได้ที่โรงแรมลอฟท์มาเนียร์ชุมพร ต.ท่าตะเภา อ.เมือง จ.ชุมพร
พ.ต.อ.จรูญเกียรติกล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายหลายรายเข้าร้องเรียนว่าถูกนายประเวทย์ และ น.ส.เพ็ญนภา ฉ้อโกง โดยพฤติกรรมจะทำทีมาติดต่อเช่าคอนโดมิเนียม จากนั้นได้อ้างตัวว่าเป็นผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบก.ปส.) ชื่อผู้การพี รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคน ทั้งรัฐมนตรี นักธุรกิจชื่อดัง นายทหาร นายตำรวจ ระดับสูง ระหว่างนั้นก็ได้แสร้งพูดคุยโทรศัพท์กับทางผู้ใหญ่ระดับสูงอยู่หลายครั้ง ทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าเป็นนายตำรวจจริง ต่อมาผู้ต้องหาก็ได้ทำทีหลอกให้ผู้เสียหายหาพระเครื่องหลวงปู่หมุนมาให้ เนื่องจากเป็นคนชอบสะสมพระเครื่องของหลวงปู่ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงไปนำพระเครื่องจากพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ต้องการขายพระจำนวน 14 องค์ มูลค่า 5 แสนบาทมามอบให้ จากนั้น นายประเวทย์ได้อ้างว่าต้องนำพระเครื่องทั้งหมดไปให้เซียนพระใน จ.สุพรรณบุรี ตรวจสอบว่าเป็นพระแท้หรือไม่ หากเป็นพระแท้จะจ่ายเงินสดให้ผู้เสียหายทันที ต่อมาผู้ต้องหาได้ออกอุบายว่าให้ขับรถไปคนละคันเพื่อความสะดวก แต่ระหว่างเดินทางผู้ต้องหาก็ได้เร่งเครื่องขับหนีไป ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองอุบลราชธานี
พ.ต.อ.จรูญเกียรติกล่าวต่อว่า นอกจากจะอ้างเป็นนายตำรวจระดับผู้บังคับการแล้ว ผู้ต้องหายังอ้างตัวเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ ก่อนทำทีสนิทกับเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ มีฐานะร่ำรวยและอาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง จากนั้น ก็จะสำรวจว่าพอจะหลอกเอาทรัพย์อะไรได้บ้าง ถ้ามีที่ดินจะทำทีขอซื้อที่ดิน หากเป็นนักสะสมพระเครื่องก็จะทำทีขอเช่าพระเครื่อง หรือหากเหยื่อมีลูกหลานก็จะหลอกฝากเข้ารับราชการ โดยตระเวนก่อเหตุหลอกลวงชาวบ้านหลายพื้นที่เกือบทั่วประเทศ ได้เงินสดและทรัพย์สิน เช่น พระเครื่อง สร้อยคอทองคำ และโทรศัพท์มือถือ หลายรายการ มีผู้หลงตกเป็นเหยื่อกว่า 20 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้าน อย่างไรก็ตาม ยังพบว่านายชนะพลมีหมายจับติดตัวคดีฉ้อโกงรวม 8 คดี และ เคยถูกจับในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงก่อนพ้นโทษเมื่อปี 2558 และกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก
ด้านนางอุศนี บุญช่วย อายุ 49 ปี หนึ่งในผู้เสียหายกล่าวว่า นายประเวทย์ได้เข้ามาตีสนิทถามข้อมูลจาก น.ส.เอ (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ซึ่งเป็นลูกสาวของรุ่นน้องที่ตนเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะเข้ามาที่บ้านและแอบอ้างว่ารู้จักกับคนใหญ่คนโต ตอนแรกเขาก็สอบถามเรื่องที่ดิน แต่ตนก็ไม่ได้สนใจ พอคุยไปคุยมาเขาทราบว่าตนมีลูกชาย เขาก็เลยอ้างว่าจะช่วยฝากให้เข้ารับราชการเพราะรู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่สามารถฝากเข้ารับราชการได้ แต่ต้องจ่ายเงินค่าดำเนินการให้ผู้ใหญ่ ด้วยความที่เขาแต่งตัวดูภูมิฐานน่าเชื่อถือจึงมอบเงินสดให้ไป 60,000 บาท และพระเครื่องของสามีอีก 2 องค์ เมื่อได้ทรัพย์สินแล้วผู้ต้องหาก็ได้หลบหนีไป
จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองคนให้การรับสารภาพ แต่ยังคงอ้างว่าทรัพย์สินมีค่าที่ได้มาส่วนใหญ่ผู้เสียหายเต็มใจมอบเงินทองและทรัพย์สินด้วยความเสน่หาเอง นอกจากนี้ ยังพบว่าในอดีตนั้นนายประเวทย์เคยทำงานเป็นสายลับให้กับตำรวจ ปส. จึงทำให้มักใช้ชื่อ ปส.มาใช้ในการแอบอ้างตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามนำตัว ผู้ต้องหาทั้งสองมาสอบปากคำที่กองปราบฯ ก็มีผู้เสียหายรายหนึ่งเกิดความโกรธแค้นเดินปรี่เข้ามาต่อยใบหน้าของนายประเวทย์ 1 ครั้งจนหน้าหงาย เจ้าหน้าที่จึงได้ช่วยกันห้ามปรามและกันตัวผู้ต้องหา ก่อนรีบนำตัวขึ้นรถส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

