เอาผิดแล้ว! รพ.พระราม 2 กรณีโครงสร้าง ส่วนเคสสาวถูกน้ำกรดเสียชีวิตรอ 19 พ.ย.นี้

14.11.18 | 17:54 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเรียกร้องกรณีโรงพยาบาลพระราม 2  ซึ่งมีการส่งสาวที่ถูกน้ำกรดสาดไปรักษาอีกโรงพยาบาลจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตว่า ขณะนี้ความผิดของโรงพยาบาลพระราม 2  มีความชัดเจนมากขึ้น ที่เห็นชัดๆ และมีการสั่งปิดไปเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คือ 1.กรณีที่โรงพยาบาลนำเอาที่จอดรถมาปรับปรุงดัดแปลงเป็นอาคารผู้ป่วยนอก โดยไม่ขออนุญาต จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541

นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์

นพ.ณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า 2.มีการสั่งลงโทษปรับในฐานทำความผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล แต่เป็นฐานความผิดที่ไม่ร้ายแรงจึงดำเนินการปรับไปเรียบร้อยแล้ว 3.สบส.ได้สั่งให้โรงพยาบาลดังกล่าวทำการปรับปรุงโรงพยาบาล ในส่วนที่ไม่ตรงมาตรฐาน พ.ร.บ.สถานพยาบาล โดยได้ให้ระยะเวลาในการปรับปรุง 15 วัน หากยังไม่ดำเนินการ จะทำการเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งหากโดนเพิกถอนใบอนุญาตจะส่งผลให้โรงพยาบาลถูกปิด แต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับการสั่งปิดโรงพยาบาลเลย และ 4.ประเด็นที่ถือเป็นความผิดร้ายแรงใน พ.ร.บ.สถานพยาบาล ซึ่งจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่คณะกรรมการเพื่อทำการพิจารณาความผิดในวันที่ 19 พฤศจิกายน ทั้งนี้ สำหรับคดีของสาวที่ถูกสาดน้ำกรดจนเสียชีวิตนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

นพ.สัญชัย ชาสมบัติ รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)  กล่าวถึงกรณีสาวถูกน้ำกรดสาด เกิดปัญหาระหว่างการส่งตัวไปรักษาอีกโรงพยาบาล จนเสียชีวิต และเกิดคำถามว่า จากระบบส่งต่อเช่นนี้ถือว่า รพ.ต้นทางมีความผิดหรือไม่ ว่าตนไม่มีข้อมูลจาก รพ.  แต่จากนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ระบุตามข่าวว่า เมื่อมีการดูดสารน้ำจากปอดพบในปริมาณถึง 2 ลิตร ถือว่ามีภาวะปอดบวมเฉียบพลัน ซึ่งเป็นระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ดังนั้น กรณีนี้ถือว่าเข้าข่ายผู้ป่วยฉุกเฉินแน่นอน เพราะเกิดปัจจุบันทันด่วน การถูกสารพิษก็ถือว่าทันด่วน แต่ฉุกเฉินสีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง หากสีแดงก็ต้องวิกฤต  ซึ่งกรณีนี้เป็นการรบกวนระบบทางเดินหายใจ ถือว่าเข้าข่ายวิกฤต สรุปคือ กรณีนี้เป็นฉุกเฉินวิกฤตนั่นเอง  ส่วนจะเอาผิดตามกฎหมาย จะขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ.สถานพยาบาลฯ ซึ่งขณะนี้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) อยู่ระหว่างการสอบสวนและลงโทษต่อไป ส่วนแพทย์หรือพยาบาลหากพบว่าเกี่ยวข้องมีความผิดด้วยนั้น ก็จะต้องส่งเรื่องต่อไปยังสภาวิชาชีพนั้นๆ เช่น แพทยสภา หรือสภาการพยาบาลต่อไป

 

นพ.สัญชัย ชาสมบัติ