รุมวิพากษ์รัฐแก้ปัญหาปัญหาที่ดินเหลว สังคมเหลื่อมล้ำ

17.11.18 | 18:04 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ เครือข่ายภาคประชาชน 13 องค์กร ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมมหกรรมโฉนดชุมชน “ที่ดินคือชีวิต ฝ่าวิกฤตที่ดินไทย” ในงานมีทั้งการเวทีเสวนา การปาฐกถา การออกร้านสินค้าของชุมชน รวมทั้งการแสดงดนตรี โดยในช่วงเช้าเริ่มต้นงานด้วยการกล่าวต้อนรับของ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีชาวบ้านร่วมฟังราว 300 คน

ดร.ปริญญากล่าวว่า ที่ดินในประเทศไทยมี 320 ล้านไร่ซึ่งเพียงพอต่อการอยู่อาศัยและทำกินของทุกครัวเรือน แต่ปัญหาเกิดจากกฎหมายที่ดิน เพราะเมื่อใช้กฎหมาย คนที่ไม่มีโฉนดกลายเป็นผู้ที่ไม่มีที่ดิน ต่อมาเมื่อมีกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติและกฎหมายอุทยานแห่งชาติ ก็ประกาศทับที่ประชาชนอีก ขณะที่การประกาศของสำนักงานปฏิรูปที่ดินหรือ สปก. ก็เกิดปัญหามากมาย เช่น นายทุนเข้าไปลงทุนในแหล่งที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ เข้าไปซื้อที่ดินจากชาวบ้านที่ยากจนและขาดเงิน ดังนั้นจึงถึงเวลาที่ต้องแก้ไขกฎหมายและเน้นทำให้ที่ดินเป็น “ที่ดินทำกิน” ไม่ใช่ “ที่ดินทำขาย”

“เราจึงควรหาทางออกซึ่งเริ่มต้นจากการให้โอกาสโดยการกระจายการถื่อครองที่ดิน เช่น มาตรการภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า การจัดการที่ดินแบบโฉนดชุมชน หรือธนาคารที่ดินคือรัฐไปซื้อที่ดินกลับมาแล้วจัดสรรให้ชาวบ้านทุกวันนี้เมื่อเกิดการรวมศูนย์ทางการเมืองก็ย่อมเกิดการรวมศูนย์ทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำของประเทศเพิ่มจากอันดับ 10 ของโลกเป็นอันดับ 3 ตอนนี้เรามีบทเรียน ไม่ว่าจะขัดแย้งกันแค่ไหนก็ต้องเล่นกันตามกติกา ไม่เช่นนั้นทหารก็จะเข้ามา และรัฐบาลก็มาสั่งให้เราทำ ขณะที่รัฐบาลประชาธปิไตยแตกต่างคือตั้งโจทย์แล้วถามหาทางออกร่วมกัน สิ่งที่เป็นหัวใจของการประชุมในวันนี้คือความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ประชาธิปไตยจะเข้มแข็งไม่ได้ หากยังมีความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ และความเหลื่อมล้ำที่สำคัญคือเรื่องที่ดินที่ต้องแก้ไข” ดร.ปริญญา กล่าว

เวลา 09.30 น.ได้มีการเสวนา “สังคมไทยจะก้าวพ้นความเหลื่อมล้ำ สู่ความเป็นธรรมในที่ดินอย่างยั่งยืนได้อย่างไร”โดยวิทยากรประกอบด้วย นางสุนีย์ ไชยรส นักวิชาการจากวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนางหนูเดือน แก้วบัวขาว ผู้แทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(พีมูฟ)

Advertisement

นางหนูเดือนกล่าวว่า แม้รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ แต่ปัญหาในภาพรวมกลับแย่ลง เช่น การแก้ปัญหาของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาสิทธิที่ดิน เพราะการจัดการที่ดินอยู่ที่จังหวัดซึ่งให้สิทธิผู้ว่าราชการจังหวัดตัดสินใจจึงไม่สอดคล้องสิทธิในการใช้ประโยชน์ของชุมชน เมื่อชาวบ้านอยากพัฒนาที่ทำกินก็ต้องขออนุญาตผู้ว่าฯ ชาวบ้านจึงต้องการเปลี่ยนการจัดการแก้ปัญหาไปเป็นรูปแบบโฉนดชุมชนแทนกลไก คทช. เพราะจะทำให้ชุมชนสามารถจัดการพัฒนาที่ดินได้อย่างยั่งยืน

นางหนูเดือน กล่าวต่อว่า ชาวบ้านพยายามผลักดันให้มี พ.ร.บ.โฉนดชุมชน ซึ่งที่ดินยังคงเป็นของรัฐแต่เป็นการให้สิทธิชาวบ้านอยู่อาศัยได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย และชุมชนมีสิทธิในการร่วมกันพัฒนาสร้างประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม ไม่ใช่การนำไปสร้างโรงงานหรือโรงแรม ชาวบ้านสามารถทำเกษตรอินทรีย์หรือทำกินอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ แนวทางนี้เป็นสิ่งที่พีมูฟพยายามผลักดันมาโดยตลอด แต่รัฐบาลยังไม่สามารถตอบสนองได้เท่าที่ควร ทั้งที่กรณีโฉนดชุมชน รัฐบาลสามารถสั่งการได้ทันที และจะส่งผลให้ชาวบ้าน 2 แสนครัวเรือนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทันที

นางสุนีย์ กล่าวว่า เห็นภาพของปัญหาที่ดินหลายกลุ่ม ที่ดินชาวเล ที่ดินในเขตป่า เขตที่ดินของรัฐอื่นๆ เช่น ทหารมีที่ดิน 10 ล้านไร่ ชาวบ้านต้องเช่าที่จากรัฐ พอมีโครงการขนาดใหญ่ชาวบ้านก็ถูกไล่ ทำให้เกิดความเลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ การจดทะเบียนคนจนปัญหาหลักคือเรื่องที่ดิน กลไกของรัฐไม่เคยแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน อยากชี้ให้เห็นว่าบทเรียนการต่อสู้นั้นเจ็บปวด การต่อสู้ของชาวนาชาวไร่เหมือนแพ้แล้วแพ้อีก แต่จริงๆ มันคือสู้แล้วสู้อีก ล้มแล้วลุกขึ้นตลอดเวลา เพราะการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน คือการต่อสู้เพื่อสิทธิความเป็นคน

อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนกล่าวต่อว่า ขบวนการต่อสู้ของประชาชนต้องยกระดับการเรียกร้องให้เรื่องสิทธิทำกิน สิทธิที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องพื้นฐานสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิเพื่อให้รัฐมีหน้าที่แก้ปัญหาและประชาชนสามารถเรียกร้องสิทธิของตนเอง ข้อเรียกร้องสำคัญที่สุด คือรัฐต้องยุติการไล่รื้อและจับกุมชาวบ้านทุกพื้นที่ แล้วย้อนไปดูว่าที่ชาวบ้านร้องเรียนเข้ามาปัญหาอยู่ตรงไหน แต่กระบวนการตรวจสอบไปถึงไหน

รศ.ดร.ประภาส กล่าวว่า บทเรียนของสมัชชาคนจนต้องการสร้างการเจรจาแบบเสมอหน้า การพิสูจน์สิทธิต้องฟังชาวบ้าน ปัญหามีความซับซ้อน รัฐเอาที่ป่าโทรมๆ ไปให้เอกชนเช่าปลูกยูคา สนามกอล์ฟในที่ดินทหารเมืองกาญจน์ วิธีคิดการใช้ที่ดินของรัฐเป็นปัญหา ที่ดินเหล่านี้ควรนำมาใช้กับเกษตรกรรายย่อย เพื่อไม่ให้ที่ดินกระจุกตัว ที่ดินของรัฐที่พัฒนาเป็นเขตชลประทานแต่ถูกนำไปใช้ผิดประเภท รัฐควรคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมอย่างไร อันนี้คือสิ่งที่จะต้องพูดถึงกฏหมายคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม กองทุนฟื้นฟูที่ดินเกษตรกรรม เพราะตอนนี้มีเกษตรกรกำลังจะถูกยึดที่ดินประมาณ 30 ล้านไร่ เราจะจัดการอย่างไรให้ชุมชนสามารถจัดการที่ดินโดยชุมชน ไม่ใช่เอาอำนาจไปให้ผู้ว่าฯตัดสินใจ ต้องมีการตรวจสอบผลักดันและทบทวนนโยบายด้านที่ดิน”ดร.ประภาส กล่าว

ดร.บุญเลิศ กล่าวว่า หากมองในเรื่องการแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในเมือง ดูเหมือนจะดีขึ้น มีการพัฒนาให้คนอยู่กับคูคลอง ซึ่งเป็นรูปธรรมที่รัฐพยายามประชาสัมพันธ์ แต่มีปัญหาอีกจำนวนมากถูกซุกไว้ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ดินที่ถูกทำให้กลายเป็นสินค้า กลายเป็นสินทรัยพ์เพื่อการเก็งกำไร สถานการณ์นี้จะทำอย่างไรไม่ให้ที่ดินกลายเป็นสินค้า แต่ต้องเป็นทรัพยากรที่แจกจ่ายอย่างเป็นธรรม ทั้งที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปัจจุบันสังคมไทยยอมรับว่า การศึกษา การรักษาพยายบาลเป็นรัฐสวัสดิการพื้นฐานที่รัฐต้องจัดหา ต้องทำให้สังคมตระหนักว่าที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยต้องเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานด้วย ไม่ให้มีการเก็งกำไรจากการซื้อขายที่ดิน ลดทอนการกักตุนที่ดิน โดยรัฐอาจใช้วิธีการแทรกแซง เช่นการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า เป็นต้น ถ้าลดปัญหาเหล่านี้ได้ ปัญหาอื่นในหลายมิติก็จะลดตามไปด้วย เช่น การบุกรุกใหม่จะไม่เกิด

พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล กล่าวว่า ถ้ามองเรื่องสิทธิที่ดินให้มีความเป็นธรรม การใช้กฏหมายต้องคำนึงถึงสิทธิการครอบครอง และต้องมีผลย้อนหลังชาวบ้านที่อยู่มาก่อน ให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้าน เช่น คนกะเหรี่ยง หรือชาวเลอันดามัน ชาวบ้านเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มคนที่สร้างให้มีประเทศไทยในวันนี้ เพราะในอดีตการมีอยู่ของชาวบ้านในทะเลอันดามันและพื้นที่ป่าเขา ชาวบ้านยืนยันว่าเป็นคนไทยทำให้ไทยไม่ต้องเสียดินแดนให้อังกฤษ แต่เมื่อมีการออกฏหมายป่าไม้และกฏหมายที่ดินกลับไม่มีการกันพื้นที่ให้ชาวบ้านเหล่านี้