พ่อเมืองตรัง นำชาวบ้านร่วมสวดมนต์ อธิฐาน ละวิงวอนผู้ครอบครอง คืนพระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้าน คู่เมือง ของเมืองตรัง ที่หายจากวัดหัวถนน หมู่ที่ 6 ต.นาพละ อ.เมืองตรัง ไปกว่า 30 ปี หลังจากที่ข้อกฎหมายหมดอายุความทางคดีหมดลง จึงเห็นช่องทางพระพุทธสิหิงค์คืนสู่จังหวัดตรัง คือการขอความเห็นใจ สงสารคนตรังเท่านั้น
เมื่อเวลา 13.11 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ที่วัดหัวถนน หมู่ที่ 6 ต.นาพละ อ.เมือง จ.ตรัง นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วยนายประยูร หนูสุข วัฒนธรรมจังหวัดตรัง และชาวบ้านในพื้นที่ตำบลนาพละ อ.เมืองตรัง และพื้นที่ใกล้เคียง ได้นุ่งขาว ห่มขาว นั่งสมาธิ สวดมนต์ประมาณ 500 คน โดยร่วมอธิฐานถึงพระพุทธสิหิงค์ ที่หายไปจากวัดหัวถนน เมื่อปี 2526 ขณะนี้นานกว่า 30 ปี ให้กลับมาประดิษฐานยังวัดหัวถนนเหมือนเดิม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านเมืองตรัง ซึ่งชาวบ้านเองเคยเรียกร้องต่อหน่วยงานต่างๆ ในการทวงคืนพระพุทธสิหิงค์มาหลายผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เมื่อหมดยุคของผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคน เรื่องติดตามทวงคืนพระพุทธสิหิงค์ก็เงียบหายไปด้วยทุกครั้ง
ทั้งนี้พิธีทางศาสนา เพื่อสวดมนต์ จิตภาวนา ทวงคืนพระพุทธสิหิงค์ ได้มีการนิมนต์พระสงฆ์ ซึ่งล้วนแต่เป็นพระเกจิชื่อดังของจังหวัดตรัง จำนวน 11 รูป เพื่อสวดมนต์ จิตภาวนา ขณะที่ชาวบ้านหลายคน ได้ยกมือท่วมหัว เพื่อขอให้พระพุทธสิหิงค์กลับคืนมายังวัดหัวถนน เพราะหลังจากที่พระพุทธสิหิงค์ได้หายไปจากวัดหัวถนน ทำให้เกิดสิ่งอัปมงคลเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น เกิดน้ำท่วมวัดอย่างหนัก เกิดเรื่องชั่วร้ายภายในวัดบ่อยครั้ง ไม่มีพระจำพรรษา และต่อมาวัดได้ร้างเป็นเวลานาน มีเรื่องทะเลาะ ชาวบ้านแตกความสามัคคี เดิมวัดหัวถนน เป็นวัดที่เจริญรุ่งเรื่อง กลับมีสภาพทรุดโทรมหลังจากพระพุทธสอหิงค์หายไป โดยชาวบ้านเชื่อว่าเกิดการอาเภทย์หลังจากพระพุทธสิหิงค์หายไปจากวัดหัวถนน
อย่างไรก็ตามนายทินกร ขาวเนียม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ต.นาพละ อ.เมืองตรัง กล่าวว่า ครั้งนี้ชาวบ้านมีความมั่นใจมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ว่าจะได้พระพุทธสิหิงค์คืน โดยเฉพาะการที่เปลี่ยนจากใช้วิธีการทางกฎหมาย มาใช้วิธีขอความเห็นใจสงสารคนตรัง กับบุคลที่ครอบครองพระพุทธสิหิงค์อยู่ขณะนี้ ด้วยการคืนพระพุทธสิหิงค์ เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจ แก่ชาวบ้าน ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ในการคืนพระพุทธสิหิงค์ เพราะหากเป็นอายุความตามกฎหมาย ขณะนี้อายุความคดีพระพุทธสิหิงค์ได้หมดอายุความไปแล้ว และตนเชื่อว่าผู้ที่ครอบครองพระพุทธสิหิงค์อยู่ขณะนี้ คงต้องการที่จะคืนพระพุทธสิหิงค์อยู่เหมือนกัน แต่คงจะหาวิธีการไม่ได้ จึงมีแนวคิดว่า หากมีความต้องการที่จะคืนพระพุทธสิหิงค์ และไม่ให้เสียชื่อเสียง และทราบผู้ครอบครอง ก็สามารถนำไปวางไว้ที่ใดที่หนึ่ง เพื่อที่ชาวบ้านพบเห็นจะได้นำมาคืนยังวัดหัวถนน ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสิหิงค์ก่อนหน้านี้

