คุณจำนูญกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท ไปขอยืมเงินจากคุณโผง แจ้งว่าบริษัทขอกู้ยืมจำนวนเท่านั้นแสนบาท ได้รับเงินไปแล้ว ต่อมาคุณจำนูญเขียนเช็คของบริษัท 2 ฉบับ ย้อนกลับมามอบแก่คุณโผง และมาเขียนหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้ว่า บริษัทกู้ยืมเงินคุณโผงไปจริง
ครั้นถึงวันที่ระบุในเช็ค คุณโผงนำเช็คไปขึ้นเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น
คุณโผงมาฟ้อง ขอให้ลงโทษบริษัทและคุณจำนูญ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ปรับบริษัท กระทงละ 60,000 บาท 2 กระทง เป็นปรับ 120,000 บาท ให้จำคุกคุณจำนูญ กระทงละ 12 เดือน 2 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน
บริษัทและคุณจำนูญอุทธรณ์
ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
คุณโผงยื่นฎีกาคดี
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 นั้น การกระทำใดจะมีมูลความผิด จะต้องพิจารณาได้ความว่า เป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่ก่อน และหนี้นั้นจะต้องบังคับได้ตามกฎหมาย เช่น การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ และได้มีการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวนั้น
เมื่อได้ความว่า บริษัทได้กู้ยืมเงินคุณโผงไป โดยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ต่อมาคุณจำนูญนำเช็คทั้ง 2 ฉบับมอบให้แก่คุณโผงเพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว และได้ทำบันทึกการรับสภาพหนี้ว่า บริษัท คุณจำนูญกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินที่กู้ยืมดังกล่าวจากคุณโผง
คุณโผงมีเฉพาะบันทึกการรับสภาพหนี้ฉบับเดียวที่อ้างเป็นหลักฐานว่าบริษัทกู้ยืมเงินจากคุณโผง
เห็นได้ว่า บันทึกการรับสภาพหนี้ ได้กระทำขึ้นภายหลังที่ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับแล้ว แม้จะได้กระทำในวันเดียวกันก็ตาม ก็ถือได้ว่าขณะที่บริษัทและคุณจำนูญออกเช็คและส่งมอบเช็คพิพาทให้แก่คุณโผงนั้น แม้จะรับฟังว่าบริษัทเป็นหนี้กู้ยืมเงินคุณโผงอยู่จริง แต่หนี้นั้นไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย
การกระทำของทั้งสองจึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 การกระทำของทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง
พิพากษายืน
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1677/2557)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 653 การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้ เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 2 บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง
โอภาส เพ็งเจริญ

