รวบเครือข่าย ‘เจ้สมพร’ ซุกยาบ้าถังแก๊สตบตาเจ้าหน้าที่ พร้อมสกัดกัญชาบิ๊กล็อต

19.11.18 | 10:52 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 พฤศจิกายน ที่กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รรท.รองผบ.ตร. พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิร รรท.ผบช.ปส. พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รอง ผบช.ปส. พล.ต.ต.ทนัน อภิชาติเสนีย์ รอง ผบช.ปส. ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมขบวนการยาเสพติดรายสำคัญจำนวน 2 ราย ผู้ต้องหาทั้งหมด 8 คน ของกลางยาบ้าจำนวน 300,000 เม็ด กัญชาแห้งจำนวน 827 กิโลกรัม


พล.ต.ท.ชินภัทรกล่าวว่า โดยคดีที่ 1 แถลงผลการจับกุมเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญสามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 3 ราย นางสมพร หรือเจ้สมพร แช่ลิ้ม อายุ 50 ปี พร้อมด้วย นานเกรียงไกร อัศวเดชฤทธิ์ อายุ 36 ปี และ น.ส.อนุธิดา แสงทอง อายุ 36 ปี ในข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 150 มัด ประมาณ 300,000 เม็ด รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า จำนวน 2 คัน สามารถจับกุมได้ที่ด่านตรวจยาเสพติดแม่พริก อ.แม่พริก จ.ลำปาง และ ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

พล.ต.ท.ชินภัทรกล่าวต่อว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ บช.ปส. เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 5 และเจ้าหน้าที่ทางหลวง ได้ร่วมกันสกัดกั้นกลุ่มคนไทยที่ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนภาคเหนือเข้าสู่ตอนในของประเทศไทย โดยเจ้าหน้าที่ได้ติดตามรถยนต์ต้องสงสัยจำนวน 2 คัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นรถยนต์ที่ใช้ในการลำเลียงยาเสพติด จึงได้เรียกรถยนต์หมายเลขทะเบียน ณธ 1568 กรุงเทพมหานคร ให้หยุดตรวจตรงด่านแม่พริก พบนางสมพรแสดงตัวเป็นเจ้าของรถยนต์ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบด้วยอุโมงค์เอกซเรย์พบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในถังแก๊สแอลพีจีจำนวน 150 มัด ส่วนรถยนต์หมายเลขทะเบียน สห 5556 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถขับนำเส้นทางได้ขับหลบหนีไป ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการติดตามจับกุมได้ที่ซอยแยกจากถนนสายเถิน-ทุ่งเสลี่ยม ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง พบ นายเกรียงไกร ผู้ขับ และ น.ส.อนุธิดา นั่งมาในรถด้วยกัน จากนั้นได้ทำการตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าวไม่พบยาเสพติดภายในรถยนต์

พล.ต.ท.ชินภัทรกล่าวว่า สำหรับการขนส่งยาเสพติดโดยใช้การซุกซ่อนยาในถังแก๊สแอลพีจีนั้น เป็นการหลบเลี่ยงการตรวจค้นเนื่องจากหากมองด้วยตาเปล่าก็จะพบว่าเป็นเพียงถังแก๊สธรรมดา ซึ่งภายในถังแก๊สดังกล่าวเป็นการติดตั้งปลอมเพื่อหลอกตาเจ้าหน้าที่ เมื่อเปิดไปตรวจสอบภายในพบว่ามียาเสพติดซุกซ่อนเป็นจำนวนมาก

Advertisement

คดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส. สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 5 ราย คือ นายชาญพงศ์ ผลจันทร์ อายุ 38 ปี พร้อมด้วย นายชัยวัฒน์ มาตราช อายุ 26 ปี นายสมหมาย โยบุตดา อายุ 51 ปี นายเอกชัย โยบุตดา อายุ 51 ปี และนายวิทยา ศรีหะมงคล อายุ 37 ปี ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมของกลาง กัญชาอัดแท่งจำนวน 857 แท่ง น้ำหนักประมาณ 857 กิโลกรัม รถยนต์จำนวน 3 คัน โทรศัพท์จำนวน 8 เครื่อง เงินสดจำนวน 27,000 บาท โดยสามารถจับกุมนายชาญพงศ์และนายชัยวัฒน์ได้ที่บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาวังมะนาว ต.ห้วยโรง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี สามารถจับกุมนายสมหมายและนายเอกชัยได้ที่บริเวณริมถนนเพชรเกษม ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และสามารถจับกุมนายวิทยาได้ที่บริเวณด่านเก็บเงิน ถนนอโศก-ดินแดง แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส.สืบทราบว่ามีกลุ่มนักค้ายาเสพติดเครือข่ายนายสมหมายมีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปส่งให้กับลูกค้าในพื้นที่ตอนในแบะในพื้นที่ภาคใต้ และทราบว่าใรวันที่ 17 พฤศจิกายน จะมีการลักลอบขนกัญชาไปส่งให้ลูกค้า โดยใช้รถยนต์ในการขนลำเลียงและคุ้มกัน จึงได้วางแผนจับกุมโดยวิธีวางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ ระหว่างเฝ้าสังเกตการณ์พบรถยนต์ทะเบียน 1 ฒห 6312 กรุงเทพมหานคร ขับไปตามถนนสระบุรี-หล่มสัก มุ่งหน้า จ.สระบุรี และพบรถยนต์ทะเบียน 2 ฒก 720 กรุงเทพมหานคร วิ่งตามหลังโดยมีรถยนต์ทะเบียน บม 6075 สกลนคร วิ่งนำไป เมื่อถึงที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจค้น จากการตรวจค้นพบกัญชาจำนวน 875 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์โดยมีถุงแตงวางและถุงมันเทศทับข้างบน จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ รอง ผบก.ปส.2 เปิดเผยว่า สำหรับเครือข่ายของนายสมหมายนั้นเป็นเครือข่ายที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าติดตามมานาน มีการทำงานเป็นครอบครัวแยกเป็นสาขาต่างๆ นอกจากนี้พบว่ามีการลักลอบทำมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว กัญชาดังกล่าวได้มีการลักลอบขนว่ามาจากประเทศลาวโดยอยู่ในราคากิโลละ 4,500 บาทต่อกิโลกรัม โดยได้ขนส่งผ่านทางจังหวัดนครพนมลงมายัง จ.สงขลา เพื่อส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะอยู่ที่ราคา 20,000 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้หากมีการส่งไปยังประเทศที่ 3 ก็จะมีการสกัดเป็นน้ำมันกัญชาซึ่งจะมีมูลค่าสูงมากถึงเลข 6 หลัก โดยเมื่อเสร็จสิ้นการขนส่งก็จะได้เงิน 100,000 บาทต่อครั้งที่รับจ้างในการขนยาเสพติด

ด้าน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติเปิดเผยว่า การขนกัญชาเข้ามาภายในประเทศไทยนั้นไม่ได้เป็นการเตรียมการที่จะมีกฎหมายเรื่องของการปลดล็อกกัญชาอย่างแน่นอน เนื่องจากการปลดล็อกกัญชานั้นจะใช้กับกัญชาคนละเกรดกับที่ขนมา ซึ่งเป็นเฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบอย่างละเอียดจนกว่าจะมีกฎหมายที่ชัดเจน