สธ.เรียกประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้อง รื้อการแพทย์ฉุกเฉิน หลังมีข่าวรับส่ง ‘บรรหาร’ ช้า

2.05.16 | 11:20 น.

สธ.เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมรื้อการแพทย์ฉุกเฉิน หลังกระแสข่าวรับส่ง “เติ้ง” ช้า พร้อมตั้งคกก.ร่วมเอราวัณ-สธ. ทำงานแก้ปัญหาอุดช่องโหว่โทรตรงรพ. ย้ำขอปชช.โทรตรง “1669-1646”

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 2 พฤษภาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เป็นประธานการประชุมระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เรียกประชุมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จากกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีการรับส่งต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะกรณี นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาและอดีตนายกรัฐมนตรี จนนายนิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จี้ในที่ประชุม สปท.ให้มีการพัฒนาระบบลดปัญหาที่เกิดขึ้น

โดยในการประชุมครั้งนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน(สพฉ.)  นพ. พรเทพ แซ่เฮ้ง หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน ศูนย์เอราวัณกรุงเทพมหานคร(กทม.) นพ.อนุรักษ์ อมรเพชรสถาพร ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน นพ.ณรงค์  อภิกุลวณิช  รองอธิบดีกรมการแพทย์  และ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้แทนจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ฯลฯ

นพ.โสภณ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้เป็นการหารือเบื้องต้นและจะเสนอต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) โดยที่ประชุมได้หารือและเห็นด้วยกัน 4 ข้อ คือ 1.จะทำอย่างไรให้ระบบที่มีอยู่แล้วทำงานให้ระบบพัฒนามากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันสายด่วนฉุกเฉินมีอยู่ 2 หมายเลข คือ สายด่วน สพฉ. 1669 และสายด่วนของศูนย์เอราวัณ 1646 โดยหากโทรไปหมายเลขใดก็จะมีการเชื่อมข้อมูลผ่านศูนย์สั่งการได้อย่างรวดเร็ว

2.จะต้องพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจะต้องไปถึงผู้ป่วยเวลาเฉลี่ย 10 นาที ซึ่งกำลังพิจารณาว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรในการอำนวยความสะดวกตรงนี้ อาทิ เมื่อญาติผู้ป่วยโทรมาจะต้องทราบว่าพิกัดของผู้ป่วยอยู่ที่ไหน เช่น การใช้แอพพลิเคชั่นในการบอกจุดเกิดเหตุ เป็นต้น 3. ตั้งคณะกรรมการดูแลมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมี พญ.ประนอม คำเที่ยง รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดูแล และ นางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร  และผู้แทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมทำงานพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ 4. พัฒนาระบบส่งต่อในพื้นที่ 9 โซนนิ่ง ในกทม. ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว แต่พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 1.รพ.ตำรวจ 2.รพ.เลิดสิน 3.รพ.ราชวิถี 4.รพ.นพรัตนราชธานี 5.รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ 6.รพ.ภูมิพล 7.รพ.กลาง 8.รพ.วชิรพยาบาล และ 9.รพ.ตากสิน โดยเฉพาะการรับผู้ป่วยฉุกเฉินออกมาจากโรงพยาบาลเอกชนหลังเข้ารับการรักษาครบ 72 ชั่วโมงตามหลักเกณฑ์การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน

Advertisement

“นอกจากนี้ยังจะการอบรมเทคนิคการซักอาการผู้ป่วยจากผู้ที่โทรเข้ามาแจ้งเหตุให้แล้วเสร็จภายใน 1 นาที เช่น ผู้ป่วยอยู่ตรงไหน หลังจากนั้น รอปล่อยรถฉุกเฉินออกไปรับอีก 1 นาที ถึงพื้นที่เกิดเหตุภายใน 8 นาที โดยรวมแล้วจะต้องเข้าพื้นที่เพื่อรับผู้ป่วยไม่เกิน 10 นาที แต่ปัจจุบันมีปัญหาไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ทันเพราะการจราจรติดขัด ดังนั้นต้องมีการแก้ปัญหาตรงนี้” นพ.โสภณ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าจากกรณีนายบรรหาร มีการโทรไปแจ้งที่รพ.โดยตรง อาจทำให้ล่าช้าในเรื่องขั้นตอน ต้องมีการแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร นพ.โสภณ กล่าวว่า เรื่องนี้มี 2 ส่วน 1.ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต้องโทรไปที่สายด่วน 1669 หรือสายด่วน 1646 เพราะเป็นศูนย์สั่งการกลางในการประสานไปยังรพ.ที่ใกล้ที่สุดในการรับผู้ป่วย และ2. ในส่วนที่ประชาชนยังมีความเคยชินโทรไปยังโรงพยาบาลโดยตรงนั้น จะต้องมีการพัฒนาระบบที่ให้รพ.ที่รับสายแรก หรือโอเปอเรเตอร์สามารถซักประวัติเบื้องต้น สถานที่เกิดเหตุและประสานไปยังศูนย์สั่งการ คือ 1669 หรือ 1646 ได้ทันที โดยจุดนี้ทางคณะกรรมการร่วมระหว่าง สธ.และกทม.จะมีการหารือและร่วมกันแก้ปัญหาต่อไป

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ความสำเร็จในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลอย่างเดียว แต่ประชาชนจะต้องให้ความร่วมมือด้วย เช่นการโทร 1669 ให้เป็นระบบเดียวเพื่อลดขั้นตอน

นพ.พรเทพ แซ่เฮ้ง หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน กล่าวว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศจะเป็นสายด่วน 1669 แต่หากโทรในพื้นที่กทม. แม้จะโทร 1669 ก็จะติดไปยังศูนย์เอราวัณ 1646 โดยอัตโนมัติ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการซักประวัติเบื้องต้น เพื่อให้ทราบพิกัด และอาการของผู้ป่วยไม่เกิน 1 นาที จากนั้นจะประเมินอาการ หากเป็นอาการขั้นพื้นฐาน จะส่งทีมกู้ชีพจากมูลนิธิต่างๆ เข้าไปรับ แต่หากอาการรุนแรงมากขึ้นก็จะเป็นทีมของทางโรงพยาบาลไปรับผู้ป่วยทันที โดยหลังจากรถฉุกเฉินออกไปแล้วก็จะมีการประสานไปยังผู้ป่วยอีกที เพื่อสอบถามเส้นทางให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าโทรซ้ำหลายครั้งแล้วรถไม่ได้ออกเหมือนที่เข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ซึ่งตรงนี้เป็นมาตรฐานสากลในการปฏิบัติอยู่แล้ว  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับทราบพิกัดของผู้ป่วย แต่ยังไม่สำเร็จ ส่วนความล่าช้าของจราจรนั้น เบื้องต้นมีการเพิ่มจุดรถฉุกเฉินอยู่นอกโรงพยาบาลตามพื้นที่ต่างๆ อยู่แล้ว และขณะเดียวกันก็ยังรณรงค์ให้ประชาชนช่วยหลบทางให้รถฉุกเฉินด้วย