เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีทส. เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ในกทม. และปริมณฑล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากส่วนกลาง กทม.และ 5 จังหวัด ปริมณฑล ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาครเข้าร่วมประชุมเพื่อนำเสนอการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองและรับนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ
พล.อ.สุรศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า เพื่อให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ในกทม.และปริมณฑลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ชัดเจน และบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานส่วนกลางและจังหวัดในภาครวม กระทรวงทรัพยากรฯ ได้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ในกทม.และปริมณฑลขึ้นที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรฯ เพื่อบัญชาการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงให้มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานในช่วงเกิดสถานการณ์ระหว่างเดือน ธันวาคม 2561-เมษายน 2562

พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงสถานการณ์ระหว่างเดือน ธันวาคม 2561-เมษายน 2562 มีมีมาตรการที่มีการบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีแผนการตอบโต้สถานการณ์อย่างเป็นลำดับตามสีการแจ้งเตือน ตั้งแต่สีเหลือง สีส้มและสีแดง ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ของภาครัฐและแอพลิเคชั่น เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตการที่เข้มข้นขึ้นตามระดับสี หากเป็นสีเลืองจะแจ้งเตือนวันละ 1 ครั้ง ขอความร่วมมือควบคุม กำกับดูแล บังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิด เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ระดับสีส้มเป็นต้นไป จะเพิ่มการแจ้งเตือนเป็นวันละ 3 ครั้ง ซึ่งแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยง และลดการออกกำลังกายภายนอกอาคาร ชะลอ ลดกิจกรรมการเกิดฝุ่นของแหล่งกำเนิด และให้จังหวัดจัดหน่วยลาดตระเวนเฝ้าระวังการเผาในที่โล่ง และเมื่อสถานการณ์อยู่ในระดับสีแดงจะแนะนำให้ประชาชนงดการออกำลังกายภายนอกอาคาร จนถึงการพิจารณาปิดโรงเรียนและงดกิจกรรมการกลางแจ้ง รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดมาตรการ ตรวจจับรถควันดำ ห้ามจอดริมถนน การควบคุมมลพิษจากโรงงาน การก่อสร้าง การเผาวัสดุการเกษตร/ขยะชุมชน ควบคุมการระบายควันจากเตาเผาศพ การเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงในวันที่ฝุ่นสูงรวมถึงการปฏิบัติการทำฝนหลวง ที่สำคัญคือขอความร่วมมือประชาชนลดการใช้ยานพาหนะ

“ในกรณีเกิดวิกฤตจะมีการออกคำสั่งให้ระงับกิจกรรมที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น พีเอ็ม 2.5 โดยใช้พ.ร.บ. สาธารณสุขปี 2535 และฉบับปรับปรุงปี 2560 เป็นการประกาศควบคุมเขตรำคาญ หมายรวมถึงการระงับการก่อสร้างรถไฟฟ้า หรือกิจกรรมการก่อสร้างในพื้นที่ต่างๆ ทั้ง กทม.และปริมณฑล ซึ่งประกาศดังกล่าวจะทำในกรณีที่เกิดภาวะวิกฤตโดยค่าระดับ พีเอ็ม 2.5 จะต้องสูงเกินกว่า 90 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) เป็นระยะเวลา 3 วันติดต่อกัน โดยให้กทม. และจังหวัดเป็นผู้ประกาศ ซึ่งในพื้นที่ กทม. มีพื้นที่เสี่ยง 18 จุดด้วยกัน เช่น เขตวังทองหลาง ถ.พระรามสี่ ลาดพร้าว เป็นต้น โดยปีนี้เป็นปีแรกที่เราจะมีมาตรการดูแลสุขภาพของคนไทยอย่างจริงจัง โดยขณะนี้ร่างมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ในเขต กทม.และปริมณฑล อยู่ระหว่างการนำเสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือน พ.ย.นี้ “พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว
ด้านนายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ในพื้นที่ กทม. ในปี 61 ระหว่าง 1 มกราคม -30 เมษายน ตรวจวัดเกิดค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม. รวม 36 วัน มากกว่าปี 60 ที่ตรวจวัดเกิดค่ามาตรฐาน 27 วัน โดยบริเวณริมถ.อินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี มีจำนวนวันที่ตรวจวัดเกิดค่ามาตรฐานมากที่สุด 34 วัน รองลงมาที่บริเวณแขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง เกินค่ามาตรฐาน 27 วัน และถ.พระราม 4 เขตปทุมวัน เกินค่ามาตรฐาน 23 วัน และปริมาณฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 เฉลี่ย 24 ชม.สูงสุดเท่ากับ 105 มคก./ลบ.ม. ที่บริเวณริมถ.อินทรพิทักษ์ ซึ่งสูงกว่าปี 60 ที่ตรวจวัดได้ 86 มคก./ลบ.ม. รองลงมาที่บริเวณแขวงบางนา เขตบางนา ตรวดวัดได้ 99 มคก./ลบ.ม. และแขวงพญาไท เขตพญาไท ตรวจวัดได้ 97 มคก./ลบ.ม. ตามลำดับ

