เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือเอฟทีเอ วอช (FTA Watch) ออกแถลงการณ์ดังนี้ ตามที่ สนช.ได้เชิญกรมทรัพย์สินทางปัญญาเข้าพบ และกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ให้ข้อมูลว่า ไม่สามารถล้างไพ่ใหม่เพื่อยกคำขอทั้งหมดได้เพราะติดปัญหา TRIPs Agreement และมาตรา 17 วรรคท้ายของพ.ร.บ.สิทธิบัตร ที่เขียนว่า “ในกรณีที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคแห่งความตกลง หรือความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิบัตร หากคำขอรับสิทธิบัตรเป็นไปตามกำหนดในความตกลงหรือความร่วมมือระหว่างประเทศดังกล่าว ให้ถือว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขอรับสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัตินี้”
คำชี้แจงของกรมทรัพย์สินดังกล่าว คลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ดังนี้ สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตรระหว่างประเทศ (PCT) เป็นระบบอำนวยความสะดวกในการยื่นขอรับสิทธิบัตรจำนวนมากในหลายๆ ประเทศ การพิจารณารับจดทะเบียนหรือไม่ของแต่ละประเทศ
สมาชิกเป็นอิสระจากกันและกัน โดยไม่ขึ้นกับกฎระเบียบของ PCT ดังจะเห็นได้จากเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ระบุชัดเจนว่า ระบบนี้ไม่ใช่ระบบการจดทะเบียน ดังนั้นการที่คำขอระหว่างประเทศใดได้รับอนุมัติในประเทศหนึ่งแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับจดทะเบียนในประเทศอื่นด้วย ดังนั้น PCT จึงไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์การรับจดและการยกคำขอไว้แต่อย่างใด นัยยะของ ม.17 วรรคท้ายจึงมีไว้เพื่อรองรับคำขอที่ยื่นผ่านระบบ PCT ให้เข้าในไทยได้เท่านั้น การรับจด, ยกคำขอเป็นไปตามกฎหมายหลักภายในประเทศนั้น
ความตกลงTRIPS (ความตกลงทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับการค้า) เป็นบทกำหนดขั้นต่ำสำหรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่แต่ละประเทศสมาชิกต้องดำเนินการให้มีขึ้นในประเทศของตน โดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ เช่น เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรโดยในหมวดสิทธิบัตรก็ได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำเช่นกัน ดังนั้น ความเป็นอิสระในการพิจารณารับจดหรือยกคำขอยังคงเป็นสิทธิเหนือดินแดนของแต่ละประเทศอยู่นั่นเอง ดังจะเห็นได้ว่าในมาตรา 27(1) ของ TRIPs กล่าวไว่เช่นเดียวกับมาตรา 5 ของกฎหมายไทยว่า สิทธิบัตรที่ได้รับความคุ้มครองต้องมีความใหม่, มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นและประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้
นอกจากนี้ ยังกำหนดว่า สมาชิกจะไม่ให้ความคุ้มครองได้เพื่อปกป้องสาธารณะ ใน (2) ของมาตรา 27 นี้ด้วย รวมทั้งได้กำหนดการประดิษฐ์ที่สมาชิกจะกำหนดไม่ให้ความคุ้มครองไว้ใน (3) ของมาตรา 27 นี้ได้ด้วยเช่นกัน เช่น สมาชิกจะไม่รับจดวิธีการรักษาก็ได้ ดังนั้น สมาชิกจึงมีสิทธิรับจดหรือยกคำขอได้โดยอิสระขึ้นกับนโยบายของแต่ละประเทศสมาชิก
พ.ร.บ.สิทธิบัตรของไทย ในมาตรา 5 ได้กำหนดว่ากำหนดว่า การประดิษฐ์ที่จะรับจดสิทธิบัตรได้ต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนด และในมาตรา 9 ได้กำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับสารสกัดจากพืช การบำบัดรักษาโรค และที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม และสวัสดิภาพ เป็นต้นนั้น หมายความว่า หากคำขอสิทธิบัตรแม้มีคุณสมบัติตามมาตรา 5 แต่หากขัดกับมาตรา 9 กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะไม่รับจดสิทธิบัตรก็ได้
“สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีเจตนาดีที่ประสงค์จะรับฟังความคิดเห็นจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ สมาชิก สนช.จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูล มิฉะนั้น อาจได้รับข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วน ซึ่งจะเกิดปัญหากับความตั้งใจดีของสนช.ที่มีความประสงค์จะเพิกถอนสิทธิบัตร และผลักดันร่างกฎหมายเพื่อเปิดให้มีการวิจัย พัฒนา และใช้ประโยชน์กัญชาเพื่อการแพทย์ได้” แถลงการณ์เอฟทีเอ วอช

