หน้าแรก ในประเทศ เหยี่ยวถลาลม ...

เหยี่ยวถลาลม : การเมืองย้อนยุค (จบ)

24.11.18 | 13:00 น.

นับตั้งแต่คณะทหาร 9 พ.ย.2490 ก่อการรัฐประหาร ถึงบัดนี้เป็นเวลากว่า 70 ปีแล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่า       “ข้ออ้าง” ของการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจยังคง “เหมือน” กับปัจจุบัน

คณะทหารแต่ก่อนนั้น “อ้างว่า” รัฐบาลปล่อยให้เกิดการทุจริต นักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ ฉ้อราษฎร์บังหลวง กอบโกย เห็นแก่พวกพ้อง ฉกฉวยโอกาส จึง “จำใจ” ต้องกระทำการยึดอำนาจ เพื่อกวาดล้างการทุจริต นำสังคมสู่ความสงบเรียบร้อย

คณะรัฐประหารมิได้กระทำเพื่อหวัง “อำนาจทางการเมือง”

ช่างพูดและผู้คนก็ช่างเชื่อกันโดยง่ายตลอดมา

ที่น่าประหลาดใจ นอกจาก “ข้ออ้าง” ต่างๆ ยังคงเดิมแล้ว “ผล” ภายหลังการปฏิวัติรัฐประหารก็ยัง “คงเดิม”

Advertisement

นั่นคือ ไม่เคยมี “คณะรัฐประหาร” ชุดใดกำจัดการฉ้อฉลทุจริตได้สำเร็จราบคาบ ไม่สามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ “ความใสสะอาด” ได้เลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ซ้ำร้ายการทุจริตคอร์รัปชั่น กลับพัฒนาซับซ้อน ลุ่มลึกและกว้างขวางยิ่งขึ้น

หลังรัฐประหารครั้งล่าสุด เมื่อ พ.ค.2557 ก็เช่นเดียวกัน

แรกทีเดียว คณะผู้ก่อการทำท่าจะวางตัวเป็น “คนกลาง” ทำหน้าที่ยับยั้งความขัดแย้ง เชื่อมประสานรอยร้าว นำความสงบเรียบร้อยมาสู่สังคม กวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชั่น พร้อมกับบอกว่า “ไม่สืบทอดอำนาจ”

ต้องขอบคุณ สมศักดิ์ เทพสุทิน 1 ในแกนนำคนสำคัญกลุ่มสามมิตร ที่เปิดหัวใจกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา จะต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ เหล่านั้น”

“พรรคพลังประชารัฐ” เกิดขึ้นด้วยจุดประสงค์อันใด

ต่างอะไรกับ “เสรีมนังศิลา” ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ “ชาติสังคมนิยม” ของ จอมพลสฤษดิ์       ธนะรัชต์

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อีก 1 แกนนำกลุ่มสามมิตร ยินดีศิโรราบนำกลุ่มสามมิตรมามอบตัวกับเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

เมื่อทั้งหมดประกอบกันลงตัว สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐก็กล้าประกาศอย่างฮึกเหิมว่า “กันเยอะอย่างนี้ จะไม่กวาด 350 เสียงได้อย่างไร และจะบอกให้ว่า ถ้าไม่มีพรรคพลังประชารัฐประเทศไร้ทางออกโดยสิ้นเชิง”

ทัศนคติชี้วัดถึงพฤติการณ์?

“ระบอบประชาธิปไตยภายใต้กระบอกปืน” ลงรากฝังลึกในประเทศไทยมากว่า 70 ปี

เชื่อกันได้อย่างไรว่า “ขอเวลาไม่นาน” !?!