รับลูกบิ๊กตู่ กทม.ร่วม ป.ป.ส.กวาดล้างยาเสพติดใน 3 เดือน

23.11.18 | 14:18 น.

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงผลภายหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2 โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.เป็นประธาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกรุงเทพมหานคร (ปปส.กทม.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กองพลทหารราบที่ 9 กองทัพภาคที่ 1 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร (กอ.รมน.กทม.) ร่วมประชุมที่ห้องนพรัตน์ ศาลาว่าการ กทม.

นายทวีศักดิ์ แถลงว่า ตามสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) ให้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเข้มงวด ปราบปรามผู้กระทำผิดและใช้บังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัด และฟื้นฟูผู้ป่วยให้กลับเข้าสู่สังคมได้ปกติสุข พร้อมรายงานผลให้นายกรัฐมนตรีทราบทุกเดือน สำหรับสถานการณ์ยาเสพติดปัจจุบันยังทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ รวมถึงวิธีการและรูปแบบขนส่ง เคลื่อนย้ายเสพติดมีความซับซ้อนและใช้รูปแบบใหม่ กทม. จึงร่วมกับหน่วยงานภาคีในการบูรณาการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมจัดแผนป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระยะเร่งด่วน โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 26 เขต จำนวน 240 ชุมชน ภายใน 3 เดือน ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ถึง 31 มกราคม 2562 โดยกำหนดมาตรการดังนี้ 1.มาตรการป้องกัน ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก เยาวชนและประชาชน

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า 2.มาตรการปราบปราม จัดสภาพแวดล้อมพื้นที่เสี่ยง บังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด ติดตามหาข่าว ดำเนินการสืบสวน ปราบปรามและจับกุมผู้ค้ายาเสพติดพื้นที่ระบาดของยาเสพติด และดำเนินการตามประกาศคสช. ฉบับที่ 112/2557 3.มาตรการบำบัดรักษา ให้ผู้เสพยาทุกรายได้รับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง และ 4.มาตรการในพื้นที่เฉพาะ การดำเนินการเฝ้าระวัง สำรวจสถานศึกษาที่นักเรียนมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งทางตรงและทางอ้อม และส่งเสริมการความรู้ ให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รวมถึงกทม.จะดำเนินการจัดชุดปฏิบัติการเข้าตรวจตราตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 22/2558 หากพบความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อให้สถานการณ์ปัญหายาเสพติดในพื้นที่กทม.เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยเด็กและเยาวชนจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนผู้เสพยาเสพติดจะลดลงและไม่หันกลับไปเสพซ้ำให้บรรเทาลง ภายใน 3 เดือนให้ได้

Advertisement

“จากข้อมูลสำรวจกลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชน 9,000 ราย พบมีความเสี่ยงถึงร้อยละ 52 โดยส่วนใหญ่มีอายุ 19-25 ปี ปัจจุบันยังอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้าไม่มีการแก้ไขจะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงในอนาคต โดยกทม.จึงต้องเข้าไปสำรวจดูแลสถานการศึกษา ครอบครัวเด็ก ชุมชนให้ครอบคลุม ขณะเดียวกัน จะร่วมพูดคุยกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อให้มีการควบคุมปริมาณยาแก้ไขตามร้านขายยาทั่วไป เนื่องจากจำหน่ายยาแก้ไอให้กลุ่มเด็กและเยาวชน นำไปดัดแปลงเป็นยาเสพติด” นายทวีศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายทวีศักดิ์ กล่าวถึงความรุนแรงของปัญหายาเสพติดในพื้นที่กทม.ว่า ปัจจุบันกทม.กลายเป็นแหล่งพื้นที่เก็บ และพื้นที่กระจายตัวของเสพติด ซึ่งปี 2560 สามารถจับคุมคดียาเสพติดรายใหญ่ 61 คดี คิดเป็นมูลค่าถึง 47 ล้านบาท และพบว่ารูปแบบการซื้อขายเปลี่ยนไป ทั้งผ่านทางออนไลน์ โซเชียลมีเดีย ไปรษณีย์ วินมอเตอร์ไซค์และเคอร์รี่

นายวิชัย ไชยมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส.มีภารกิจหลักในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บำบัดรักษาและบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพร้อมสนับสนุนด้านงบประมาณและงานข่าวแจ้งต่อกลุ่มภาคีสมาชิกให้เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา โดยข้อมูลระหว่างปี 2550-2561 สำรวจพบมีผู้เข้าบำบัดรักษาไม่เกินเป้าหมายกำหนด 300,000 คน แต่ตัวเลขการจับคุมพบปี 2560 เป็นต้นมาเพิ่มสูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับผู้เข้าบำบัด ส่วนพื้นที่เสี่ยงในกทม.ยังพบพื้นที่เดิม เช่น พื้นที่คลองเตย แต่ป.ป.ส.สามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้มีความเสี่ยงสูงขึ้น.