วารสาร ศาลยุติธรรม ฉบับประจำเดือนเมษายน-มิถุนายน 2561 เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนายสุชาติ จันทร์พวง ผู้ช่วยผู้พิพากษา ที่ก่อนจะสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ ต้องผ่านหลากหลายบทสอบชีวิตที่ยากลำบาก ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา โดยมีรายละเอียด ดังนี้
“ลำบากหรือสบายมันไม่ต่างกัน เป็นประโยคชวนคิดจากผู้ชายคนหนึ่งที่เราได้ฟังเรื่องราวของเขาผ่านผู้คนมามากมาย ต่างพูดถึงความยากลำบากของเขากว่าที่จะก้าวเข้ามาเป็น 1 ใน 33 คน ของผู้ช่วยผู้พิพากษา รุ่นที่ 69 จากคนสอบทั้งหมดเจ็ดพันกว่าคนทั่วประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ”
ประวัติ
ผมชื่อ สุชาติ จันทร์พวง ปัจจุบันอายุ 43 ปี สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสำโรงวิทยาคาร อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากจบได้วุฒิ ม.3 ผมเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แรกเริ่มนั้นผมมาทำงานรับจ้างในบริษัทเอกชนก่อน หลังจากนั้นจึงได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อาคารสถานที่ของสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ในปี พ.ศ.2537 ซึ่งขณะนั้นศาลยุติธรรมยังอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เมื่อได้มีโอกาสมาทำงานที่สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ทำให้รู้จักผู้คนมากมายในศาลยุติธรรม โดยเฉพาะผู้ช่วยผู้พิพากษาและผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่เข้ารับการอบรมที่สถาบัน ทำให้อยากเรียนกฎหมาย จึงได้ไปเรียนที่การศึกษานอกโรงเรียน (ก.ศ.น.) ในขณะที่ยังคงทำงานที่สถาบัน เมื่อเรียนจบ ก.ศ.น. ก็ไปสมัครเรียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เมื่อได้วุฒินิติศาสตรบัณฑิต จึงได้สอบเปลี่ยนสายงานเป็นนิติกรลูกจ้างชั่วคราวที่สำนักระงับข้อพิพาทพร้อมกับเรียนเนติบัณฑิตไปด้วย

หลังจากนั้นประมาณ 2-3 ปี ผมก็สอบบรรจุเป็นข้าราชการในตำแหน่งนิติกร ของสำนักงานศาลยุติธรรม ได้รับราชการที่สำนักคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรมจนถึงปี พ.ศ.2557 ย้ายไปเป็นนิติกรชำนาญการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และก่อนสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ ผมได้ย้ายมารับราชการที่ศาลฎีกา แต่ก่อนก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เป็นข้าราชการ เพราะสมัยตอนที่เป็นเด็กอยู่ต่างจังหวัดรุ่นพี่ที่เข้ามาเรียนต่อในตัวจังหวัด เมื่อเรียบจบแล้วก็กลับไปทำนาช่วยพ่อแม่ที่บ้าน ไม่มีคนไหนได้รับราชการหรือได้ทำงานดีๆ ชาวบ้านจึงไม่ค่อยส่งเสริมให้บุตรหลานเรียนหนังสือ
คิดว่าชีวิตของตัวเองลำบากหรือไม่
ถ้าถามผมว่าแต่ก่อนชีวิตลำบากหรือไม่ ผมมองว่าที่ผ่านมาชีวิตผมไม่ลำบากอะไรมากมายนะ เพราะเกิดมาเราก็เจอชีวิตแบบนี้แล้ว และชีวิตที่ผ่านมาก็ไม่เคยสบายพอโตมาก็ต้องทำงาน ไม่ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นเหมือนคนอื่น เลยไม่รู้ว่าจะเปรียบเทียบอย่างไรว่าก่อนจะสอบได้ชีวิตลำบาก แต่ตอนนี้สบายแล้วก็ไม่ใช่อีกอย่างผมมองว่าเรายังมีภาระหน้าที่ต้องศึกษาอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดในการรับหน้าที่สำคัญในวันข้างหน้า

ชีวิตของคนทำงานที่ต้องเดินตามฝันของตัวเอง
ก่อนจะสอบได้ ถ้ามีเวลาว่างผมก็จะอ่านหนังสือ ยกเว้นเวลาเหนื่อยๆ หรือมีเรื่องเครียดๆ ก็จะหยุดพักบ้าง งานที่ผมทำอยู่ก่อนหน้านี้นั้นมีความเครียด เพราะเป็นงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบมากและผมเป็นหัวหน้าด้วย เมื่อเราทำงานเครียดตลอดทั้งวันแล้ว ตอนเย็นหลังเลิกงานเราก็ไม่สามารถอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบได้ เพราะอ่านเท่าไหร่มันก็ไม่เข้าสมองอยู่ดี สมองคนเราจำเป็นที่จะต้องพักบ้าง วิธีการของผมคือวันไหนเครียดหรือสมองล้าก็จะไม่พยายามฝืนอ่านแต่การที่เราทำงานไปด้วยก็ถือว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งเพราะจะได้ประสบการณ์ชีวิตและการทำงานได้เรียนรู้ระเบียบต่างๆ ผมคิดว่าคนที่ทำงานไปด้วยก็สามารถสอบผู้ช่วยฯ ได้ แต่ต้องมีระเบียบวินัยในการอ่านหนังสือและอาจต้องใช้ความมุ่งมั่นกว่าคนอื่นๆ หน่อย เพราะว่างานในหน้าที่รับผิดชอบก็หนักอยู่แล้วยังต้องแบกความเหนื่อยล้ามานั่งอ่านหนังสือต่ออีกวันละ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน
ครั้งไหนในชีวิตที่รู้สึกท้อมากที่สุด
ผมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษามาทั้งหมด 9 ครั้ง ถ้าถามว่าผมท้อไหม ต้องตอบว่าท้อบ้างเป็นธรรมดา แต่สักพักก็หาย ผมเริ่มรู้สึกท้อในการสอบตั้งแต่ครั้งที่ 5-6 แต่ก็คิดว่าจะสอบไปเรื่อยๆ มันเป็นความรู้สึกที่ท้อแต่ไม่ถอยเชื่อว่าเมื่อโอกาสมาถึงก็จะสอบได้เอง หากครั้งนี้ยังสอบไม่ได้ก็สอบต่อไปเรื่อยๆ ผมเคยไปสอบอัยการผู้ช่วยประมาณ 2 ครั้งคะแนนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ต่างจากการสอบผู้ช่วยฯ จะได้คะแนนดีกว่าอีกอย่างอาจเป็นเพราะเราทำงานอยู่ในศาลยุติธรรมมานานรวม 20 ปี ความรู้สึกลึกๆ มีความผูกพันกับศาลยุติธรรมมาก ผมอาจไม่อยากย้ายไปอยู่ที่หน่วยงานอื่นด้วยก็เป็นได้

เทคนิคดีๆ ในการทำข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา
ต้องมีการวางแผนในการทำข้อสอบ ข้อไหนที่ยากให้ข้ามไปทำข้อง่ายก่อน เราต้องทดเวลาในใจ ผมเชื่อว่าคนที่มีประสบการณ์ในการสอบ 5-6 ครั้ง หมายถึงเราต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบแบบเต็มที่นะครับ ความรู้ในข้อกฎหมายจะไม่ต่างอะไรกับคนที่สอบได้นัก แต่อาจยังขาดอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เราต้องตรวจสอบตัวเอง ว่าเรามีข้อบกพร่องตรงไหน มีจุดอ่อนตรงไหนในการทำข้อสอบ ที่ทำให้เราสอบไม่ได้ เช่น ทำข้อสอบไม่ทัน ก็ต้องไปหัดเขียนให้ทันตามเวลาที่เขากำหนด อีกอย่าง ควรจะต้องทำข้อสอบให้ครบทุกข้อถ้าข้อสอบมีทั้งหมด 10 ข้อ เราทำได้เพียง 8 ข้อ สองข้อที่ไม่ได้ทำเท่ากับไม่มีคะแนนเลย อย่างน้อยถ้าได้ทำข้อสอบครบทุกข้อ ข้อที่ทำไม่ค่อยได้อาจจะได้ 2-3 คะแนนก็เป็นได้ ส่วนคนที่สอบได้เท่าที่ผมสังเกตนั้นไม่มีคนไหนที่ทำข้อสอบไม่ครบทุกข้อ ถ้าทำทันอย่างน้อยก็มีสิทธิ และอย่าไปเสียเวลากับการทำข้อสอบข้อใดข้อหนึ่งมากจนเกินไป
ส่วนคนที่สอบได้ในครั้งแรก ไม่ใช่เพราะเขาไม่เคยทำข้อสอบมาก่อน แต่เป็นเพราะเขาได้ลองทำข้อสอบเก่ามาก่อนแล้ว ขอเอาคำพูดท่านผู้พิพากษาที่ผมรู้จักและสนิทมาเล่าต่อนะครับ ท่านก็บอกว่า การสอบก็เปรียบเหมือนการชกมวย การอ่านหนังสืออย่างเดียวก็เหมือนกับนักมวยซ้อมชกกระสอบทรายอย่างเดียวเราก็จะชกเก่ง ออกหมัดดีฟุตเวิร์กสวยงาม เพราะกระสอบทรายมันตอบโต้เราไม่ได้ แต่เมื่อที่ได้ลองทำข้อสอบเหมือนกับการลงนวมกับคู่ซ้อมเพราะคู่ซ้อมเขาออกหมัดชกตอบโต้เราได้และเราก็โดนชกด้วย ทำให้เราสามารถประเมินตัวเองว่าเรามีความรู้มากน้อยเพียงไหน จุดไหนที่ต้องปรับปรุง
ผมจะอ่านหนังสือหลังเลิกงาน จะอ่านได้มากหรือได้น้อยก็แล้วแต่วันตอนที่ผมทำงานอยู่สำนักคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรมหลังทำงาน 6-7 ชั่วโมงสมองเราก็จะล้าทำให้ถ้าเราเลิกงานแล้วไปอ่านหนังสือสมองก็จะไม่ค่อยรับก่อนสอบได้ประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ผมหยุดสอบไป 2 ครั้งเพราะไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่พร้อมเลยไม่สมัครสอบ ต่อมาย้ายไปอยู่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ก็เริ่มกลับมาอ่านหนังสือบ้างจำได้ว่าครั้งสุดท้ายก่อนที่จะสอบได้ ขาดไปครึ่งคะแนน ทำให้รู้สึกมีกำลังใจในการอ่านหนังสือ ครั้งล่าสุดที่สอบได้ สอบเสร็จก็ไม่ได้มั่นใจอะไรเลย คิดว่าคงสอบไม่ได้ แต่ก็คิดแบบเข้าข้างตัวเองว่าเราทำได้ดีพอๆ กับครั้งก่อนที่เราขาดครึ่งคะแนนนะ คิดว่าถ้าผมออกมามีคนสอบได้เยอะสัก 200 คน เราน่าจะมีลุ้นนะ แต่ก่อนผลออกสักวันสองวัน ก็จะได้ยินข่าวลือออกมาว่าปีนี้คนสอบได้น้อย คิดว่าไม่มีเราแล้วละ แต่พอประกาศผลก็เซอร์ไพรส์มากที่มีชื่อ ไม่คิดว่าจะสอบได้
ความรู้สึกหลังจากที่สอบได้
ตอนที่ผมสอบได้ก็ดีใจครับ เพราะอ่านหนังสือมานาน แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะสบายอะไร เพราะรู้ว่าต้องมีภาระหน้าที่ใหม่ที่หนักกว่าเดิมต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อีกมากในการทำงานต้องรับผิดชอบในทรัพย์สินและชีวิตของผู้คน แอบคิดว่าเราจะไหวไหมเพราะเรามีหน้าที่มีความรับผิดชอบที่มากกว่าเดิม
มองตัวเองในอนาคตอย่างไร
ผมคิดว่ามันใกล้มากเลยเวลาราชการของผมเหลือไม่มากก็อยากทำประโยชน์ให้กับองค์กรให้มากที่สุด จะทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติ
แรงบันดาลใจที่อยากส่งมอบให้คนอื่น
ถ้าทุกคนมีความพยายาม ผมคิดว่าประสบความสำเร็จได้ แต่ต้องดูว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อไหร่ ผมคิดว่าคนเราทุกคนต้องการโอกาส บางคนเก่งบางคนดี แต่ว่าโอกาสและจังหวะยังไม่มีและถ้าเขาเป็นคนที่ใฝ่ดีจริงๆ มีความพยายามแล้วมีคนแนะนำหรือคอยสนับสนุน และหยิบยื่นโอกาสที่ดีให้ ถือว่าเป็นความโชคดีของเขา เทียบได้กับโอกาสของผมที่ได้รับคือการได้เข้ามาทำงานที่ศาลยุติธรรมเป็นจุดเริ่มต้น เพราะผมได้เจอท่านผู้พิพากษาผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ที่ผมเคารพและศรัทธา จนถึงทุกวันนี้ เพราะท่านได้ชี้แนะหลักคิดของการดำเนินชีวิต ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะพยายามสอบผู้ช่วยฯ ให้ได้ ตรงนี้มันคือจุดเริ่มต้นความฝันของผม ดังนั้น สิ่งที่ผมได้รับจากท่านอาจารย์ในวันนั้นทำให้ผมมีวันนี้
การเรียนนิติศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จและสอบผู้ช่วยฯ ได้ ผมคิดว่าแค่ความพยายามอย่างเดียวยังไม่พอ มันตัองอาศัยแรงบันดาลใจ เพราะถ้าใช้ความพยายามอย่างเดียวคงท้อแท้ไปนานแล้ว มันต้องมีแรงบันดาลใจอย่างใดอย่างหนึ่งสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของผมคือการได้ช่วยให้คนในสังคมที่เคารพกฎหมายได้รับความยุติธรรม เราตองมีอำนาจหน้าที่ที่สามารถทำตรงนั้นถ้าเราเพียงแค่คิดดีอย่างเดียวไม่มีอำนาจหน้าที่ อย่างมากเราก็เป็นแค่พลเมืองดี หากเรามีอำนาจหน้าที่แล้วเราก็สามารถช่วยเหลือคนอื่นให้ได้รับความยุติธรรมได้


