อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง ‘ธาริต’ หมิ่น ‘สุเทพ’ ชี้ให้ความเห็นตามหน้าที่สมัยนั่งอธิบดีดีเอสไอ

3.05.16 | 11:03 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 พฤษภาคม ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.495/2556 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตเลขาธิการ กปปส. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328
โดยนายสุเทพยื่นฟ้องคดีเมื่อ วันที่ 7กุมภาพันธ์ 2556 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 21 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2556 นายธาริต ขณะนั้นอธิบดีดีเอสไอ ได้แถลงข่าวผ่านสื่อมวลชน กล่าวหาว่า นายสุเทพ โจทก์ ขณะดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการไม่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ทำสัญญาก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ 396 แห่งเป็นรายภาค ตามที่ สตช.เสนอ แต่กลับให้รวมสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างเพียงรายเดียว ทำให้บริษัท พีซีซี ดิเวลล็อปเม้นท์ แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล จนเกิดปัญหาที่ไม่สามารถก่อสร้างได้เสร็จทันตามกำหนด ซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง

คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาวันที่ 26 มีนาคม 2558 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า การแถลงข่าวของจำเลย เป็นการตรวจสอบโครงการก่อสร้างโรงพัก และให้ความเห็นในทางกฎหมายในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ไม่ได้มีการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้กระทำการทุจริต การแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการสรุปความคืบหน้าของคดีตามพยานหลักฐานในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่ได้ปฎิบัติตามอำนาจหน้าที่ และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (2) จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท นายสุเทพ ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลลงโทษจำเลยด้วย

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเพียงพอได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามที่โจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ นายธาริต ซึ่งปัจจุบันปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีเดินทางมาในชุดสีเข้ม มีสีหน้าเรียบเฉย และเดินทางกลับทันทีที่รับทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ก.8

Advertisement

ด้านนายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความนายสุเทพ กล่าวภายหลังว่า ศาลได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่าการให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการสรุปความคืบหน้าโครงการในฐานะเจ้าพนักงานที่ได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ หลังจากนี้จะปรึกษากับนายสุเทพว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร ซึ่งช่องทางฎีกาก็ยังมีอยู่