เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานมอบเงินช่วยเหลือทายาทเหยื่อถูกสาดน้ำกรดเสียชีวิต และเหยื่อกรณีโรงพยาบาลฉีดยาแก้แพ้กุ้งแล้วเสียชีวิต โดยกรณีข่าว ลูกเหยื่อถูกสาดน้ำกรดร้อง รพ. พระราม 2 ปฏิเสธการรักษามารดา คือ น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน ซึ่งเป็นผู้ประกันตน ผลสุดท้าย น.ส.ช่อลัดดาทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิต เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า น.ส.ช่อลัดดา เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ถูกสาดน้ำกรดเข้าบริเวณร่างกาย ญาตินำตัวส่งโรงพยาบาลพระราม 2 แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากพบว่า สิทธิการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลบางมด และผู้ประกันตนเสียชีวิต ในเวลาต่อมา ผู้ประกันตนมีทายาท จำนวน 2 คน คือ ด.ญ.เตชินี ทาระวัน ผู้เป็นบุตรสาว อายุ 12 ปี และนางทองอาด ทาระวัน ผู้เป็นมารดา


“สปส.ตรวจสอบพบว่านอกจากทายาทผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับเงินค่าจัดการศพ เงินสงเคราะห์กรณีตาย และเงินบำเหน็จชราภาพที่ได้สะสมไว้ สปส.พิจารณาแล้วเห็นว่าโรงพยาบาลให้การรักษาแก่ผู้ประกันตนในลักษณะไม่เหมาะสมแก่เหตุในกรณีฉุกเฉิน จึงรวบรวมข้อเท็จจริงของกระบวนการให้การรักษา ส่งเข้าอนุกรรมการพิจารณาการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กองทุนประกันสังคมเพื่อพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์และคณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 เห็นชอบให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น หรือเงินค่าเยียวยาทางการแพทย์ เป็นจำนวน 360,000 บาท ในวันนี้ ทายาทผู้ประกันตน คือ นางทองอาด ทาระวัน ซึ่งเป็นมารดา เป็นตัวแทนรับเงินและสิทธิประโยชน์ ดังนี้ 1. เงินค่าทำศพ 40,000 บาท 2. เงินสงเคราะห์กรณีตาย 72,720 บาท 3. เงินชราภาพ 119,455.92 บาท 4. เงินเยียวยา 360,000 บาท เป็นเงินรวม จำนวนทั้งสิ้น 592,175.92 บาท” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 นางบุญยืน จันทร์เจิม มารดาของน.ส.วิภาพร จันทร์เจิม ร้องว่า ลูกสาวมีอาการแพ้กุ้ง เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 กินยาแก้แพ้ที่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้น ในวันที่ 18 สิงหาคม 2561 จึงไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจ.ปทุมธานี แพทย์วัดความดันและฉีดยาแก้แพ้ให้ 2 เข็ม และเสียชีวิตในเวลาต่อมา สปส.ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า น.ส.วิภาพร เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 38 แม้ว่าจะออกจากงานก็ได้รับการคุ้มครองต่ออีก 6 เดือน เข้ารับการรักษาอาการแพ้กุ้งที่โรงพยาบาลปทุมเวช แต่สิทธิการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลการุณเวช แพทย์ให้การรักษาโดยฉีดยาแต่ผู้ประกันตนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผู้ประกันตนมีทายาท จำนวน 3 คน คือ ด.ญ.กันยารัตน์ อัฐทอง บุตรสาว อายุ 5 ปี นายสถิต จันทร์เจิม บิดา และนางบุญยืน จันทร์เจิม มารดา

“เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2561 สปส.ได้จ่ายสิทธิประโยชน์ คือ เงินค่าจัดการศพ เงินสงเคราะห์กรณีตาย และเงินบำเหน็จชราภาพที่ได้สะสมไว้ให้ทายาทผู้ประกันตนแล้ว ดังนี้ 1. เงินค่าทำศพ จำนวน 40,000 บาท 2. เงินสงเคราะห์กรณีตาย จำนวน 19,206 บาท 3. เงินชราภาพ จำนวน 32,906 บาท เป็นเงินรวม จำนวนทั้งสิ้น 92,112 บาท และภายหลังทราบข่าว สปส.จ.ปทุมธานี จึงรีบติดต่อ ไปยังทายาทผู้ประกันตน ขอทราบข้อเท็จจริง เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าโรงพยาบาลให้การรักษาแก่ผู้ประกันตน ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม จึงได้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงของกระบวนการให้การรักษาเพื่อส่งเข้าคณะอนุกรรมการพิจารณาการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กองทุนประกันสังคมเพื่อพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางกาแพทย์ต่อไป” พล.ต.อ.อดุย์ กล่าว

