อย.แจงสาเหตุปรับสถานะยาแก้แพ้ “ลอราทาดีน” ออกจากยาอันตราย!!

28.11.18 | 15:59 น.

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน  ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา  แถลงข่าวกรณีปรับสถานะยาแก้แพ้ “ลอราทาดีน” ว่า จากการที่ อย.ได้มีการปรับยา “ลอราทาดีน” ซึ่งเป็นยารักษาโรคภูมิแพ้ จากยาอันตรายเป็นยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือควบคุมพิเศษ และจะปรับเฉพาะขนาดบรรจุแผงละไม่เกิน 10 เม็ด กล่องละไม่เกิน 2 แผง โดยอยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามนั้น  เนื่องจากโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ในปัจจุบันพบได้มาก ซึ่งในต่างประเทศบางประเทศพบถึงร้อยละ 30  ของประชากร ส่วนในประเทศไทยพบในช่วงร้อยละ  10-30 ของประชากร ซึ่งโรคนี้การวินิจฉัยค่อนข้างง่าย มักจะเป็นตั้งแต่วัยเด็ก แต่ปัญหาคือการเข้าถึงยายังไม่ดีมากนัก หากไปรอรับยาที่ รพ. อาจต้องใช้เวลานาน ซึ่งยาลอราทาดีนในประเทศอื่นๆทั่วโลกส่วนใหญ่จะเป็นยาสามัญประจำบ้านสามารถซื้อในร้านขายยาทั่วไปได้ จึงได้มีการหยิบยกประเด็นของยาตัวนี้ขึ้นมาพิจารณาเรื่องการเข้าถึงยาในประชาชน รวมทั้งผลข้างเคียงที่อาจต้องระวัง พบว่าผลข้างเคียงน้อยมาก อาการรุนแรงแทบไม่มีเลย อาการง่วงนอนน้อยมาก แต่ข้อควรระวังที่พบน้อยมาก คือ ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ ข้อควรระวังขนาดยาในคนที่เป็นโรคตับ เรื่องไต และในบางคนจะทำให้เจริญอาหารขึ้น

“คณะอนุกรรมการปรับเปลี่ยนประเภทยา ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในโรคภูมิแพ้ ทั้งอาจารย์ประจำภาควิชา แพทย์ และเภสัชศาสตร์มาให้ความคิดเห็นและมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และนำเข้าสู่คณะกรรมการยาในการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการฯก็มีคณะกรรมการกลั่นกรองในหลายๆ ด้าน รวมทั้งมีตัวแทนทางฝั่งประชาชน ตัวแทนผู้ประกอบการในทุกด้านมาพูดคุยกัน ก่อนที่จะประกาศปรับสถานะ ซึ่งได้ดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมด  และขอย้ำว่ายานี้ปรับเฉพาะขนาดบรรจุแผงละไม่เกิน 10 เม็ด กล่องละไม่เกิน 2 แผง เท่านั้น โดยต้องระบุข้อความ “ใช้เฉพาะโรคภูมิแพ้ ไม่ลดน้ำมูกในโรคหวัด” บนฉลากยา “ นพ.สุรโชค กล่าว

นพ.สุรโชค กล่าวว่า ยาภูมิแพ้กลุ่มเดิมที่เราใช้กัน คือ คลอเฟนิรามีน ซึ่งยาตัวดังกล่าวจะเหมาะกับคนที่เป็นโรคหวัด แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดมาใช้ในโรคภูมิแพ้ ซึ่งมีผลข้างเคียงให้มีการง่วงนอนมาก ปากแห้ง คอแห้ง อาการภูมแพ้กลับจะรุนแรงมากขึ้น ส่วนยาที่มีการปรับ จะเหมาะกับโรคภูมิแพ้ ซึ่ง อย.ก็ได้มีการกำหนด ให้มีการเขียนข้อความว่ายานี้เหมาะกับคนที่เป็นภูมิแพ้ ไม่เหมาะกับคนที่เป็นน้ำมูกจากไข้หวัด  และทางเภสัชกรสามารถขายยาในผู้ป่วยที่มาซื้อยา หรือกลุ่มที่เดิมจะต้องไปในโรงพยาบาล และกลุ่มที่ใช้ยาไม่ตรงกับโรคก็จะสามารถมาซื้อในร้านขายยาได้  อย่างไรก็ตามเพื่อให้การเข้าถึงยาของประชาชนได้ถูกต้องในขณะเดียวกันก็ต้องมีการเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย อย.ก็มีหน่วยงานที่เฝ้าระวังโรคที่เกิดความแทรกซ้อนจากยา ซึ่งก็ได้มีการกำหนดหลังจากที่ยาเปลี่ยนสถานะว่าจะต้องมารายงานคณะกรรมการยาในทุก 6เดือน และ12 เดือน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้รวมถึงร้าน ขย.2 ด้วย มีความห่วงกังวลว่าอาจไม่มีเภสัชกรมาแนะนำการใช้ยา นพ.สุรโชค กล่าวว่า นอกจากการปรับสถานะแล้ว ยังมีเอกสารกำกับยาสำหรับประชาชนในทุกกล่องยา ซึ่งจะมีข้อความแนะนำว่ายานี้เป็นยาอะไร มีผลข้างเคียงอะไร และข้อควรระวังอย่างไรบ้าง แต่ทั้งนี้ ก็มีความคาดหวังว่าประชาชนจะมีความเข้าใจในยาตัวนี้มากขึ้น และไปซื้อในร้านที่มีเภสัชกรอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากต้องการให้ประชาชนเข้าถึง ทำไมถึงปรับเฉพาะขนาดบรรจุแผงละไม่เกิน 10 เม็ด กล่องละไม่เกิน 2 แผงเท่านั้น  นพ.สุรโชค กล่าวว่า ไม่ได้หมายความว่ายานี้กินได้แค่ 10-20 เม็ด สามารถกินต่อไปได้เรื่อยๆ  เพราะยานี้จริงๆในรายที่เป็นเรื้อรังจะต้องกินต่อกันเป็นเดือนๆ แต่ปกติ 1-2 สัปดาห์ก็จะดีขึ้น

Advertisement