‘อัจฉริยะ’ร้องอสส.สอบ 2 อัยการช่วยผู้ต้องหาวิ่งคดีฉ้อโกงฟอกเงิน-ยาเสพติด

29.11.18 | 13:04 น.

อัจฉริยะ ร้อง อสส.สอบ 2 อัยการช่วยผู้ต้องหาวิ่งคดีฉ้อโกงฟอกเงิน-ยาเสพติด เผยร่วมทนายเเสบ หาผลประโยชน์ช่วยเหลือผู้ต้องหาคดียาได้รับโทษน้อย เผยอัยการที่ถูกร้องเคยนั่งหน้าห้อง’เข็มชัย’อสส.


เมื่อเวลา 10.40 น.วันที่ 29 พฤศจิกายน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนเเจ้งวัฒนะ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 ต่อนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ที่ให้การช่วยเหลือผู้ต้องหา โดยมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ในคดีที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 3 คนในความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน เมื่อปี 2558

นายอัจฉริยะกล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอก (ปปง.) ได้มีคำสั่งให้ยึดเเละอายัดทรัพย์เเล้ว เเต่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 ดังกล่าวที่เป็นเจ้าของสำนวนได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 เนื่องจากมีความเห็นว่าเป็นเรื่องทางเเพ่ง ทั้งที่จริงเเล้ว จากหลักฐานที่ดีเอสไอยืนยันมามีเอกสารทางราชการของกระทรวงการคลังที่จะยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดดังที่ดีเอสไอได้มีความเห็นไว้ ซึ่งตนเห็นว่าเรื่องนี้ผิดปกติตนเลยนำเรื่องมาร้องตนจึงมองว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ส่อไปในทางไม่สุจริตหรือพูดง่ายๆว่าวิ่งคดีได้ จึงมาร้องขอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการคนดังกล่าวเเละขอให้ย้ายออกจากพื้นที่ชั่วคราวก่อนจนกว่าจะมีการสอบสวนเเล้วเสร็จ

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า สำหรับคดีที่อัยการคดีพิเศษ1 คนดังกล่าวมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนั้นเป็นคดีที่มีการฉ้อโกงเกี่ยวกับการขายโทรศัพย์มือถือที่มีเงินหมุนเวียนในบัญชีผู้ต้องหาร่วมหนึ่งหมื่นล้านบาท เเละโดน ปปง.สั่งอายัดทรัพย์ไว้เเล้ว เเต่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องซึ่งมันผิดปกติมาก เพราะตัวผู้ต้องหาหลักได้ตกเป็นจำเลยที่1-2ได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไปเเล้ว 20 ปี เเต่ผู้ต้องที่ 3 ซึ่งเป็นคนรับโอนเงินกลับสั่งไม่ฟ้อง
โดยตนทราบว่าหลังจากที่อัยการคดีพิเศษ 1 ได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เเล้วทางอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังที่จะทำความเห็นเเย้งกับคำสั่งอัยการพิเศษคนดังกล่าวกลับไปยังนายเข็มชัย อัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด

Advertisement

นายอัจฉริยะ กล่าวต่อว่า เรื่องที่สองในวันนี้ตนยังได้มายื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบพนักงานอัยการสมุทรสาคร ที่ร่วมมือกับทนายคนดังคนเดิม
ช่วยเหลือผู้ต้องหาคดียาเสพติด ให้ได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ม.100/2 ที่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการช่วยเหลือราชการข้อมูลขยายผลเกี่ยวกับคดียาเสพติดที่จะเป็นเหตุให้ศาลลดโทษ ซึ่งตนทราบว่าทาง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบเกี่ยวกับเรื่องที่มีตำรวจเข้าไปเบิกความเท็จต่อศาลเพื่อช่วยในการกระทำผิดของอัยการเเละทนายดังกล่าว เเละผลสอบออกมาว่ามีมูล ซึ่งที่ผ่านมาหากผู้ต้องหาที่โดนส่งฟ้องโดยมีพนักงานอัยการคนดังกล่าวเป็นเจ้าของสำนวนเเละใช้ทนายชื่อดังคนดังกล่าวดูคดีให้ ผู้ต้องหาจะได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ม.100/2 เป็นจำนวนมาก ซึ่งตนทราบว่าอัยการคนดังกล่าวนั้นเดิมเคยเป็นหน้าห้องของนายเข็มชัย อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน เเละได้ย้ายไปยังจังหวัดสมุทรสาคร ก่อนย้ายไปที่สำนักงานอัยการภาค 7 ก่อนที่จะวิ่งเต้นย้ายกลับมายังจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งอัยการคนดังกล่าวเป็นคนเดียวกับที่เป็นข่าวว่าคนส่งออกอาหารทะเลเสียเงินวิ่งเต้น 5 เเสนบาท อัยการคนนี้มีประวัติมาก ถ้าทนายชื่อดังคนดังกล่าวไม่มีอัยการคนนี้ก็ไม่มีทางได้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ม.100/2 ซึ่งคดีที่เรานำเรื่องมาร้องต่ออัยการสูงสุดนี้จะมีความเกี่ยวพันกับคดียัดยาเสพติดของทนายคนดังที่เรากำลังดำเนินการยื่นเรื่องขอรื้อฟื้นคดีอยู่ วันนี้ตนจึงมาขอให้นายเข็มชัย อัยการสูงสุดตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าอัยการคนนี้มีส่วนพัวพันเกี่ยวกับการล้มคดียาเสพติดซึ่งวันนี้ตนได้คัดถ่ายคำพิพากษาจากศาลของผู้ต้องหาที่ได้ประโยชน์จากอัยการคนนี้มายื่นประกอบ

โดย นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษก สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นตัวเเทนผู้รับมอบหนังสือ และกล่าวว่า หลังจากได้รับหนีงสือร้องเรียนเเล้วทางทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดจะรีบนำเรียน นายเข็มชัย อสส.ให้ทราบโดยเร็วทันที เเละจะต้องมีการตรวจสอบ โดยในส่วนของเรื่องที่นายอัจฉริยะร้องเรียนโดยอ้างถึงกรณีที่ ปปง.มีคำสั่งอายัดทรัพย์เเต่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง นั้นตามกฎหมายการปราบปรามการฟอกเงินนั้นจะเเบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนเเรกคือที่มีการกล่าวหาว่าบุคคลใดกระทำความผิดมูลฐาน ปปง.ก็จะนำเรื่องเสนอธุรกรรมเพื่อยึดอายุดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว 90วันเเละทำการตรวจสอบ ตรงนี้เป็นอำนาจของ ปปง.ที่จะดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอผลในคดีอาญา เเละเเนวปฏิบัติของ ปปง.เเม้บางคดีจะมีพยานหลักฐานไม่พอที่จะฟ้องเเต่ก็ไม่เป็นการที่จะไปหยุดยั้งกระบวนการในส่วนกฎหมายฟอกเงิน อย่างเช่นคดียาเสพติดหลายเรื่องที่ศาลยกฟ้องในคดีอาญา เเต่ ปปง.ก็ยังยึดอายัดทรัพย์ตามอำนาจของกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งคนที่กระทำผิดฐานฟอกเงินก็มักจะถูกตั้งข้อหาฟอกเงินเป็นคดีอาญาไปด้วย ซึ่งทางดีเอสไอจะเป็นผู้ทำสำนวนคดีส่งฟ้องอัยการสำนักงานคดีพิเศษซึ่งดารทำงานจะเป็นรูปคณะทำงาน เเต่หากว่าอัยการเห็นว่าหลักฐานไม่พอฟ้องเเละมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง สำนวนก็จะถูกย้อนกลับมาที่ดีเอสไอเพื่อมีความเห็นว่าเห็นพ้องด้วยหรือต่างอย่างไร หากมีความเห็นพ้องด้วยคดีก็ถึงสิ้นสุด หากเห็นต่างสำนวนก็จะถูกส่งไปยังอัยการสูงสุดชี้ขาดเป็นคนสุดท้าย ตรงนี้เป็นระบบถ่วงดุล ส่วนเรื่องที่ขอให้มีการสอบสวนนั้น หากอัยการคนใดมีการถูกกล่าวหาทางสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องมีการตรวจสอบหากเป็นเรื่องวินัยจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น โดยจะมี สำนักงานคณะกรรมการอัยการ (กอ.) คอยกำกับดูเเเลอยู่เเล้ว ซึ่งถ้าเข้าข่ายมีมูลก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น สอบเเล้วไม่มีมูลก็ถือว่าจบไปเเต่หากสอบเเล้วมีมูลก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายเเรง โดยขี้นตอนเราจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายไม่มีการปกป้องกันเองเราไม่นิ่งนอนใจ